หน้าหลัก

3 กรกฎาคม 2560

เรื่องกล้วยๆ กับการเสริมทักษะอาชีพด้านการเกษตร (Read in English)


การส่งเสริมทักษะอาชีพเพื่อพัฒนาต้นทุนชีวิตของเยาวชน ให้เกิดการเรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และได้มองหาความถนัดที่จะพัฒนาสู่การทำงานเลี้ยงชีพต่อไปในอนาคต นับเป็นอีกพันธกิจของ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการผ่าน ‘โครงการอุปการะเด็ก’ ด้วยเล็งเห็นว่า การทำงานและการมีรายได้ คือความจำเป็นพื้นฐาน เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเอง และความอยู่ดีมีสุข


วันนี้ ห้องเรียนของเด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนโนนปูนวิทยาคม อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ถูกย้ายมาอยู่กลางสวนทุเรียนที่บ้านภูเงิน อ.กันทรลักษ์ ห่างจากโรงเรียนของพวกเขากว่า 50 กิโลเมตร


คุณวินัย มะโนไพร เจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาฯ ไพรบึง มูลนิธิศุภนิมิตฯ บอกที่มาของการเรียนรู้ของเด็กๆ ในครั้งนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพแก่เด็กในความอุปการะ โดยประสานความร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่ดำเนินงาน จัดหาพื้นที่เรียนรู้และวิทยากรที่พร้อมถ่ายทอดแก่เด็ก และการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน “นักเรียนในพื้นที่กว่าร้อยละ 90 พ่อแม่เป็นเกษตรกร ฐานะยากจน อยากให้นักเรียนมีความรู้ด้านการทำอาชีพเกษตร อย่างน้อยก็จะได้สานต่ออาชีพของพ่อแม่หากไม่ได้ศึกษาต่อหลังจากจบชั้น ม.6 แล้ว”


ครูของเด็กๆ ในวันนี้ คือ พี่ก้าว - จารึก โพธิ์อุดม เกษตรกรที่ได้นำความรู้ใหม่ๆ มาใช้ทำการเกษตร ลองผิด ลองถูก จนวันนี้เขาบอกอย่างเต็มภาคภูมิว่า “ทำการเกษตรต้องขยัน ต้องฉลาด และรู้จักสังเกตธรรมชาติ จะมีรายได้ดีกว่าอาชีพอื่นๆ ได้”


น้องๆ นั่งล้อมบนฟางก้อนขณะฟังพี่ก้าวเล่าวิธีคิดในการทำการเกษตรของเขา “เพราะราคายางพาราที่ตกต่ำลง ก็เลยหาทางเลือกใหม่ๆ จึงเปลี่ยนมาปลูกทุเรียน ทุเรียนภูเขาไฟ ของดีของจังหวัดศรีสะเกษ และปลูกกล้วยเสริมเพื่อเป็นรายได้ระหว่างรอทุเรียนให้ผลผลิต เพราะกล้วยเป็นพืชอายุไม่นาน ให้ผลผลิตเร็ว นอกจากเป็นรายได้แล้ว ต้นกล้วยยังช่วยเป็นร่มเงาให้ต้นอ่อนทุเรียนด้วย พืชเหล่านี้มีระบบรากแตกต่างกัน เขาจะไม่แย่งอาหารในดินกัน”


ในสวนของพี่ก้าว กล้วยออกผลพร้อมตัดขายแล้ว “กล้วยที่แก่พร้อมตัด ผลยังคงเป็นสีเขียว แต่ผลกล้วยจะมนๆ กลมๆ ไม่เหมือนกล้วยอ่อนที่ผลจะเป็นสันเหลี่ยมมากกว่า” พี่ก้าวอธิบาย และเพิ่มเติมเคล็ดไม่ลับที่เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดช่วงเวลาการขายผลผลิตว่า “การทำให้กล้วยสุกพร้อมกันทั้งเครือ ให้วางหงายปลายเครือขึ้น และกล้วยแก่ที่ตัดจากต้นแล้วประมาณ 3-7 วันผลก็จะสุก ถ้ามีผลผลิตมากๆ จำหน่ายไม่ทัน ให้นำกล้วยทั้งเครือไปแช่น้ำไว้ เป็นการลดการคายน้ำ กล้วยก็จะสุกช้าลง”


การเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตด้านการเกษตร คืออีกหนึ่งวิธีคิดที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ว่า กล้วย 1 เครือจะมีประมาณ 13 หวี ปกติขายได้เครือละ 200 บาท แต่ถ้านำมา ‘แปรรูป’ เป็นกล้วยตาก ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นผลละ 3 บาท หรือถ้าขยันกว่านั้น แปรรูปเป็นกล้วยฉาบ กล้วย 1 ลูก ทำกล้วยฉาบได้ 8 ชิ้น ราคาประมาณ 10 บาท “ให้นักเรียนลองไปบวกดูเอาเองว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่ากล้วยได้มากแค่ไหน และให้ลองคิดดูเล่นๆ ว่าจะนำไปปรับใช้แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำของเกษตรกรไทยได้หรือไม่” พี่ก้าวพูดสบายๆ


ก่อนที่น้องๆ จะเดินทางกลับโรงเรียน พี่ก้าวฝากข้อคิดเกี่ยวกับอาชีพด้านการเกษตรแก่น้องๆ ว่า “วันข้างหน้าการเกษตรอาจจะเป็นอาชีพของคุณก็ได้ อาชีพเกษตรกรสามารถรวยได้ แต่ต้องทำอย่างฉลาดและด้วยความขยัน อย่างเช่นในวันนี้พวกเรามาดูงานกัน 50 คน เชื่อว่าจะเหลือแค่ 2-3 คนเท่านั้นที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อในฐานะเกษตรกร ที่เหลืออีก 48 คนจะต้องเอาเงินมาซื้อผลผลิตจาก 2-3 คนนี้ ที่สุดแล้วใครจะรวย ให้น้องๆ นักเรียนไปคิดเอาเอง”

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


น.ส.ปาริฉัตร นักเรียนชั้น ม.6 เล่าความรู้สึกจากการเรียนรู้ครั้งนี้ว่า “ปลูกกล้วย ไม่กล้วยเหมือนชื่อเลย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ค่ะ หนูมีความรู้ด้านงานเกษตรจากการช่วยพ่อแม่ปลูกข้าว พริก และมันสำปะหลัง แต่ไม่เคยได้รับความรู้และวิธีคิดแบบละเอียดมากขนาดนี้ ความรู้ที่ได้รับวันนี้หนูจะนำไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง ถ้าที่บ้านหนูได้ทำ น่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวได้ค่ะ”


การนำนักเรียนออกมาเรียนรู้นอกห้องเรียนในวันนี้ ครูทินกร ไชยพิมพ์ ครูผู้สอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนโนนปูนวิทยาคม บอกว่า “เป็นความรู้ใหม่ๆ จากประสบการณ์ที่เราไม่สามารถหาได้ในตำรา ซึ่งจะได้นำไปต่อยอดที่โรงเรียน สอดแทรกไปในการเรียนเพื่อส่งเสริมเรื่องอาชีพสู่นักเรียน ทั้งการปลูกกล้วย และการแปรรูปด้วย การเกษตรคืออีกทางเลือกด้านอาชีพสำหรับเด็กหลังจากเรียนจบ อาจจะเป็นเกษตรกร หรืออาจจะนำเอาวัตถุดิบอื่นๆ ที่เขามองเห็นไปแปรรูปต่อยอดเป็นอาชีพได้” และเพื่อให้การเรียนรู้นี้ได้นำสู่การลงมือปฎิบัติจริง มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้สนับสนุนงบประมาณจัดซื้อหน่อกล้วยและนำไปปลูกในโรงเรียน อีกไม่เกิน 6 เดือน เด็กๆ ก็จะได้ลิ้มรสกล้วยหวานๆ ที่พวกเขาปลูกแล้ว