หน้าหลัก

11 กรกฎาคม 2559

ข้าวสังหยดอินทรีย์ของโรงเรียนบ้านเกาะสุด ปลูกด้วยรัก (Read in English)


คนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก ในทุกภาคของประเทศจึงมีการปลูกข้าวและมีข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่โดดเด่นของภาคนั้นๆ ภาคกลางมีข้าวชมทุ่ง ภาคอีสานมีข้าวเล้าแตก ภาคเหนือมีข้าวลืมผัว ส่วนภาคใต้แม้จะมีการปลูกข้าวน้อยที่สุดคือเพียงร้อยละสี่ของประเทศ แต่ก็มีพันธุ์ข้าวที่เล่าลือกันว่าอร่อย เมื่อกินแล้วจะหยุดไม่ได้ต้องสั่งให้หยุด จนกลายเป็นที่มาของชื่อข้าวพันธุ์นี้ ใครรู้บ้างเอ่ยว่าข้าวพันธุ์อะไร

“ข้าวสังหยด ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้” วุฒิ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านเกาะสุดบอกอย่างมั่นใจ

ความจริงไม่ใช่เพียงวุฒิเท่านั้นที่รู้จักข้าวสังหยด แต่นักเรียนชั้น ป.1 ถึง ป.6 ของโรงเรียนบ้านเกาะสุด 94 คนมักคุ้นกับข้าวชนิดนี้เป็นอย่างดี เพราะทุกมื้อกลางวันโรงเรียนจะเตรียมข้าวสังหยดหุงสุกใหม่ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณให้เด็กๆ ได้กินอร่อยแล้วยังได้ประโยชน์ต่อร่างกายด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย ที่สำคัญเป็นข้าวอินทรีย์ที่มาจากนาของโรงเรียน

นาของโรงเรียนมีเนื้อที่ 8 ไร่ เดิมทีโรงเรียนต้องการซื้อที่แห่งนี้เพื่อสร้างสนามกีฬาชุมชนทว่าขาดทุนทรัพย์ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงได้ช่วยกันกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ แล้วรวบรวมไปซื้อให้โรงเรียนก่อน และในระหว่างที่อยู่ในขั้นตอนเสนอโครงการขออนุมัติ โรงเรียนได้ถือโอกาสใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกข้าว อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดสนามกีฬาชุมชนได้ถูกกำหนดให้ก่อสร้างในพื้นที่ขนาด 12 ไร่ ทำให้โรงเรียนบ้านเกาะสุดใช้ที่ผืนนี้สำหรับทำนาต่อไปเพื่อผลิตข้าวไว้เป็นอาหารกลางวันของนักเรียนและขายเพื่อนำเงินมาผ่อนคืนให้กับชาวบ้าน

เรื่องน่าชื่นใจที่แสดงถึงความรักระหว่างคนในชุมชนกับโรงเรียนแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะการซื้อที่ผืนนี้เท่านั้น ศิริพร ผู้จัดการโครงการพัฒนาชุมชนเป็นพื้นที่แบบพึ่งตนเองและยั่งยืนหัวไทร เล่าว่า “ชาวบ้านส่วนใหญ่จะส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนในชุมชน มีน้อยมากที่ไปเรียนข้างนอก แล้วไม่ว่าโรงเรียนมีงานอะไรผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมและช่วยอย่างเต็มที่ทุกงาน คนที่นี่เค้ารักโรงเรียนมาก”

ดังนั้นเมื่อโครงการพัฒนาชุมชนเป็นพื้นที่แบบพึ่งตนเองและยั่งยืนหัวไทรได้จัดอบรมการลดต้นทุนการทำนา โดยการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองให้กับผู้ปกครองของเด็กในความอุปการะของโครงการ พร้อมกับให้ยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวสังหยดเพื่อนำไปปลูก ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะสุดจึงขอให้โครงการฯ หัวไทรมอบสิ่งดีๆ นี้แก่โรงเรียนด้วย

โรงเรียนบ้านเกาะสุดนำเมล็ดพันธุ์ข้าวสังหยดที่ได้รับไปปลูกในนาของโรงเรียนและปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นแปลงสาธิตให้ชาวบ้านเห็นว่า การไม่ใช้สารเคมีก็สามารถได้ผลผลิตดี ขณะเดียวกันเพื่อเป็นห้องเรียนวิชาทำนาสำหรับนักเรียน

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


ถึงแม้จะได้ชื่อว่านาของโรงเรียน แต่คนทำนาคือผู้ปกครองของนักเรียนและชาวบ้านในชุมชนที่ทำนาด้วยการใช้สารเคมี ต่างคนต่างผลัดกันมาทำนาอินทรีย์และสอนนักเรียนแบบออนเดอะจ๊อบเทรนนิ่ง (on the job training) เด็กๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่การกำจัดวัชพืช การปลูกปอเทืองเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด และอื่นๆ จนกระทั่งถึงการดำนา

นาที่เพิ่งดำเสร็จใหม่ๆ จะมีสีเขียวประปรายและค่อยๆ แผ่กว้างขึ้นจนเขียวขจีทั้งผืนนาเมื่อต้นข้าวแตกกอ และในเวลา 4-5 เดือนก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่าม ส่งสัญญาณบอกว่าได้เวลาเกี่ยวข้าวแล้ว

ชาวบ้านจะใช้แกระเกี่ยวข้าว (เครื่องมือเกี่ยวข้าวของภาคใต้) ตัดรวงข้าวที่สมบูรณ์ออกก่อน แล้วมัดเป็นกำแยกไว้ต่างหากเพื่อเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับการทำนาในปีหน้า หลังจากนั้นจะลงแขกเกี่ยวข้าวที่เหลือทั้งหมดด้วยเคียว ในขั้นตอนนี้นักเรียนจะทำหน้าที่เก็บรวงข้าวที่เกี่ยวแล้วไปวางเรียงเป็นกองอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งกองข้าวเหล่านี้จะถูกทิ้งไว้ในนา 3-5 วันจนแห้งก่อนจะนำไปนวดและสีต่อไป “ชาวบ้านทำแต่ผลผลิตเป็นของโรงเรียน” ครูปิยะนันท์พูดยิ้มๆ

โรงเรียนบ้านเกาะสุดจะแบ่งข้าวสังหยดอินทรีย์ส่วนหนึ่งไว้เป็นอาหารสำหรับนักเรียน ที่เหลือจะขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ถ้าบรรจุในบรรจุภัณฑ์สวยๆ จะขายกิโลกรัมละ 79 บาท

“ราคาของเราสูงกว่าแบบที่ปลูกใช้สารเคมี แบบนั้น 3 กิโล 100 ก็มี ถึงจะแพงกว่าแต่ก็ขายดีมาก ไม่พอขาย บางคนถึงกับจองล่วงหน้าไว้เลย” ครูปิยะนันท์พูดด้วยน้ำเสียงเป็นปลื้ม

“ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มห้นมาปลูกข้าวแบบอินทรีย์กันบ้างแล้ว เพราะเค้าเห็นความสำเร็จของแปลงนาสาธิตของโรงเรียนว่า ไม่ใช้สารเคมีก็ได้ผลแล้วยังขายได้ราคาดีกว่า” ศิริพรพูดเสริมก่อนที่เสียงเชิญชวนของครูปิยะนันท์จะดังขึ้นว่า “มา ไปกินข้าวกลางวันกัน ไปชิมข้าวสังหยดของโรงเรียน มันหอม นุ่ม”