หน้าหลัก

15 พฤษภาคม 2561

วันนี้ที่รอคอยของ ‘ครูปั๊ม’ (Read in English)


"รู้คุณค่าชีวิต รู้จริงในสิ่งที่ทำ และอยู่อย่างผู้ให้" คือหลักปฏิบัติในการใช้ชีวิตของ วิสิฐ อินทปัตย์ หรือ 'ครูปั๊ม' ในฐานะแม่พิมพ์ของชาติ ที่เป็นดั่งแสงเทียนผู้ชี้นำแสงสว่างแห่งปัญญาให้แก่ศิษย์ ให้มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นใบเบิกทางนำไปสู่ชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าได้ เหมือนที่เขาเคยได้รับโอกาส


ครูปั้มเติบโตในครอบครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเด็ก ภาระการเลี้ยงดูจึงตกอยู่กับสองตายายแก่เฒ่า ด้วยความยากจนข้นแค้นของครอบครัว แค่หาข้าวสารมากรอกหม้อก็เป็นเรื่องยาก ครูปั๊มในวัยเด็กจึงต้องตื่นแต่เช้าในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อตามตาไปทำงานรับจ้าง โดยหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระบนบ่าของตาได้บ้าง "จำได้ว่าตอนนั้นลำบากมาก และเหนื่อยมาก ทั้งร้อนทั้งคัน ต้องไปช่วยตาเก็บข้าวโพดกระสอบใหญ่ๆ ได้กระสอบละ 25 บาท และไปตัดต้นอ้อยสูงๆ รวมให้ได้ 1 มัด มี 12 ลำ ได้มัดละ 2 บาท ซึ่งในหนึ่งวันผมจะต้องตัดให้ได้อย่างน้อย 50 มัด เพื่อจะได้มีเงินไปโรงเรียน" ครูปั้มเล่า


ในวันที่ชีวิตยังมองไม่เห็นอนาคต เด็กชายตั้งมั่นอยู่บนความรับผิดชอบ ความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่นและความใฝ่ดี จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือผ่าน "โครงการอุปการะเด็ก" ของ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในพื้นที่ โครงการพัฒนาชุมชนฯ ภูเมนทร์ จ.อุทัยธานี เมื่อเรียนอยู่ชั้น ป.3 โดยตลอดช่วงเวลาของการเรียนในระดับชั้นประถม เขาได้รับชุดนักเรียน รองเท้าถุงเท้านักเรียน สมุด และอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ ที่ช่วยให้มีความพร้อมในการเรียนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพ ตลอดจนได้เข้าร่วมค่ายพัฒนาทักษะชีวิตต่างๆ ที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ จัดขึ้นในช่วงที่เรียนชั้นมัธยม "ผมดีใจมากครับ และยังได้รับของขวัญจากท่านผู้อุปการะที่ส่งมาให้ด้วย" ครูปั๊มยิ้มกว้าง


ยิ่งได้รับโอกาส ครูปั้มยิ่งเพิ่มความพยายาม ครูปั้มบอกว่า "เมื่อต้นทุนชีวิตของเรามีน้อยก็ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา ต้องมีความขยัน อดทน และอดกลั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้กำลังใจตัวเอง"


กระทั่งเรียนจบชั้น ม.6 ความฝันที่อยากเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นกลับต้องหยุดชะงัก เนื่องจากไม่มีทุนศึกษาเรียนต่อ แต่ด้วยความลำบากของครอบครัวที่ต้องเผชิญ หนทางเดียวที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากวัฏจักรความจนได้คือความรู้ "ผมจึงตัดสินใจไปสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ คณะครุศาสตร์ และสอบชิงทุนเพื่อการศึกษาของจังหวัด และยังมีค่าหอพักที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ สนับสนุนด้วย ช่วยได้เยอะเลยครับ หลังเลิกเรียนก็ไปทำงานที่ร้านสเต็กได้วันละ 200 บาท เริ่มงาน 5 โมงเย็นเลิกตอน 5 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้าไปเรียนหนังสือต่อ" ถึงแม้จะต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยแต่ครูปั๊มก็สามารถเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ย 3.2


"ขอบคุณมูลนิธิศุภนิมิตฯ และคุณน้ารัตนามากครับ ที่ให้การอุปการะผม ดูแลกันมาตลอดตั้งแต่ ป.3 ขอบคุณทุกคำสอน ขอบคุณทุกคำแนะนำ ซึ่งผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ผมอยากบอกคุณน้าว่า วันนี้ผมทำสำเร็จแล้วผมได้เป็นบัณฑิต และได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ถ้าไม่มีคุณน้าและมูลนิธิศุภนิมิตฯ ก็คงไม่มีครูปั๊มของเด็กๆ ในวันนี้ครับ" ครูปั๊มพูดด้วยความตื้นตันใจ

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


ขณะที่ 'น้ารัตนา' หรือ คุณรัตนา รุจิเกียรติกำจร เล่าด้วยความอิ่มสุข ในงาน "ขอบคุณจากใจ...ก้าวไปด้วยกัน" ที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ว่า "เริ่มอุปการะน้องปั๊มตั้งแต่ปี 2542 หลังจากตกงานมาพักหนึ่ง พอมีงานทำที่มั่นคงจึงหักเงินเดือนส่วนหนึ่งมาอุปการะเด็กกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ เพราะคิดว่าเราพอแบ่งปันให้ได้ เมื่อปีที่แล้วก็เพิ่งมาพบกันที่กรุงเทพฯ น้องบอกว่าเรียนเทอมสุดท้ายแล้ว กำลังฝึกงานเป็นครู เราก็รู้สึกดีใจ ที่เขามีความมุมานะ และสามารถเรียนจนจบชั้นอุดมศึกษา ไม่คิดว่าจะได้พบกันอีก พร้อมกับชุดครุย รู้สึกดีใจและเซอร์ไพรซ์มากค่ะ"


ปัจจุบันครูปั๊มเป็นเทียนส่องแสงสว่างให้กับเด็กๆ ที่โรงเรียนฐานปัญญา กรุงเทพฯ โดยมีแผนเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาโทเพิ่มพูนความรู้เพื่อนำมาถ่ายทอดให้กับเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติต่อไป