หน้าหลัก

12 กรกฎาคม 2560

คุณค่าแท้จริงของการให้ (Read in English)


เพราะเคยอยู่ ณ จุดเปราะบางของชีวิต แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือและแบ่งปันจนก้าวผ่านคืนวันเหล่านั้นมาได้ ทำให้ ครูจำรัส เพลากรณ์ ตระหนักดีถึงความสำคัญและคุณค่าอย่างแท้จริงของการแบ่งปันน้ำใจ ทั้งในฐานะผู้รับ และในฐานะผู้ให้


ครูจำรัสย้อนเรื่องราวให้ฟังว่า “ครูเป็นคนชุมพร คุณพ่อของครูเสียไปตอนอยู่ ป.7 ไม่กี่ปีต่อมาคุณแม่ก็มาจากไปอีก ครูอยู่กับพี่สาว และได้รับการส่งเสียจากพี่ชาย เขาทำงานราชการอยู่ที่ จ.ระนอง ได้เงินเดือนพันกว่าบาท แบ่งส่งให้ครู 700 บาท” และครูจำรัสยังได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน และพ่อแม่ของเพื่อน ที่เมตตาให้อาศัยที่บ้าน ตอนมาเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช ดูแลความเป็นอยู่และอาหารการกิน “เขาดูแลเราเหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง ครูเลยตั้งใจว่าต้องเรียนให้ดีที่สุด คนที่เขาดูแลเราจะได้ไม่เสียใจ”


เมื่อจบจากวิทยาลัยนาฎศิลปนครศรีธรรมราช ครูจำรัสสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ที่ จ.นครราชสีมา สาวปักษ์ใต้ก้าวสู่เส้นทางอาชีพที่เมืองย่าโม และได้ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวที่นี่ ปัจจุบัน ครูจำรัสได้รับวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ สอนนาฏศิลป์ ที่โรงเรียนเมืองนครราชสีมา


เมื่อมีงาน มีรายได้ ครูจำรัสเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็น “ผู้ให้” ให้การศึกษาและกล่อมเกลาจริยธรรมแก่ลูกศิษย์ ให้การดูแลนักศึกษาฝึกสอนที่หมุนเวียนมาฝึกวิชาชีพที่โรงเรียน บางคนที่ฐานะยากจนครูจำรัสยังส่งเสียให้เรียนเสริมความรู้จนสามารถสอบบรรจุเป็นครู สำหรับครูจำรัสแล้ว ไม่มีอะไรมีค่ามากเท่าการให้การศึกษา ความรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสู่การทำมาหากินเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวของพวกเขาต่อไป


ครูจำรัสได้เพิ่มเติมการแบ่งปันด้วยการให้ความอุปการะเด็กยากไร้ในการดำเนินงานของ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ด้วย “ครูเริ่มอุปการะเด็กตอนอายุ 45 ปี เป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง” ครูจำรัสยังบอกอีกว่า “ทุกครั้งที่ครูมีความสำเร็จในชีวิต ในหน้าที่การงาน ครูจะตอบแทนความสำเร็จที่ได้มานั้นด้วยการให้ความอุปการะเด็กๆ เพิ่มขึ้น ครูตั้งใจจะช่วยเหลือลูกหลานอีสานให้เติบโตสมบูรณ์ต่อๆ ไป” จนถึงวันนี้ 9 ปีแล้วกับการอุปการะเด็กๆ ยากไร้ “ครูอุปการะเด็กมาแล้ว 4 คน คนแรกคือ ‘อิละพอ’ อยู่ที่แม่ฮ่องสอน ออกจากโครงการอุปการะเด็กไปแล้ว คนที่ 2 คือ ‘อนุชา’ อยู่ที่ปทุมราช จ.อำนาจเจริญ เรียนจบปริญญาตรีและสอบบรรจุตำรวจได้ คนที่ 3 คือ ‘สุชาดา’ จากพญาพิภักดิ์ จ.เชียงราย ตอนนี้อยู่ ม.1 และล่าสุด คือ ‘วีระพัทธ์’ อยู่ที่ละหานทราย จ.บุรีรัมย์”

Full Photo

Full Photo

Full Photo


เรื่องราวชีวิตที่เด็กๆ เขียนมาเล่า คืออีกหนึ่งความสุขในชีวิตที่ครูมักจะหยิบมาเปิดอ่านอย่างไม่รู้เบื่อ นอกจากนี้ ครูจำรัสยังได้มีโอกาสพบกับเด็กๆ จากกิจกรรมวันผู้อุปการะพบเด็กที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ จัดขึ้นด้วย “สิ่งที่เด็กๆ เล่าทำให้ครูได้ทราบการทำงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ด้วย อย่างน้องสุชาดาเล่าให้ฟังว่าที่บ้านเขาได้รับกิ่งพันธุ์มะนาว พันธุ์ปลาดุกและอาหารปลา จากมูลนิธิศุภนิมิตฯ เพื่อเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม ครูรู้สึกจริงๆ ว่ามูลนิธิศุภนิมิตฯ นำเงิน 600 บาทที่เรามอบให้ไปใช้ได้มีค่ามาก ทั้งให้การศึกษาแก่เด็ก และทำให้เกิดเครื่องมือในการทำมาหากินแก่ครอบครัว เหมือนที่พ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราบอก เราต้องให้อย่างยั่งยืน”


สิ่งที่ครูจำรัสคาดหวังให้เกิดแก่เด็กทุกคน คือ ให้เด็กๆ เป็นคนดี รู้จักทำประโยชน์แก่คนอื่น มีคุณธรรม และหมั่นเพียร ที่สำคัญ อยากให้พวกเขามีงานทำ หาเลี้ยงครอบครัวได้ “เด็กบางคนที่พ่อแม่แยกทางกัน ครูก็จะให้แง่คิดกับเขาว่า ให้เปลี่ยนมันเป็นแรงบันดาลใจ ครูเองก็ไม่มีพ่อมีแม่ตั้งแต่เล็กๆ แต่ครูก็เรียนจนจบ มีอาชีพ มีอนาคตแบบทุกวันนี้ได้”


“เด็กๆ ทุกคนไม่จำเป็นต้องรู้จักเรา เรารู้สึกดีพอแล้วที่ได้เห็นใบ ดอก ผล จากการเติบโตของพวกเขา” เพราะเมื่อเริ่มเป็นผู้ให้ สิ่งที่ครูจำรัสได้รับกลับคืนมาในทันทีคือ ความสุข สุขใจอย่างแท้จริง