หน้าหลัก

20 มิถุนายน 2562

จากเรื่องเล่าท้องถิ่น สู่นิทานพัฒนาการอ่านเขียน (Read in English)


เป็นประเด็นที่ถกกันอย่างกว้างขวางถึงการรักการอ่านหนังสือของเด็กไทยที่อยู่ในเปอร์เซนต์ต่ำเมื่อเทียบกับเด็กในหลายประเทศ สาเหตุหนึ่งและเป็นปัญหาใหญ่คือ เด็กไทยอ่านหนังสือไม่ออก อ่านไม่คล่อง และเขียนไม่ได้


“ร้อยละ 90 ของเด็กนักเรียนในโรงเรียนเป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้พบในทุกระดับชั้น อย่างเวลาเราถามเด็กนักเรียนว่ามาโรงเรียนยังไง เด็กก็จะตอบว่ามากับขา ซึ่งเขาไม่ได้พูดกวนหรือไม่สุภาพกับเรานะ แต่เป็นภาษาถิ่นที่เขาใช้พูดในชีวิตประจำวันจริงๆ จึงเป็นปัญหาในเรื่องของการเขียน เพราะเขาจะเขียนตามคำพูดทำให้ความหมายผิดเพี้ยน หรือถ้าคำไหนเขาพูดไม่ชัดเขาก็จะเขียนตามคำออกเสียง พอพูดไม่ถูกก็เขียนไม่ถูก” ครูชนาภา สุดสาคร ครูโรงเรียนรุจิรพัฒน์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ให้ความเห็น


เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของเด็ก และปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างสรรสื่อ เติมเต็มการเรียนรู้” ภายใต้ โครงการความร่วมมือพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ (Literacy Hand in Hand) โดยใช้นิทานเป็นสื่อให้แก่ครูในพื้นที่ดำเนินงานของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ภาคกลาง 6 จังหวัด จำนวน 46 คน เรียนรู้หลักการแต่งนิทาน และแบ่งกลุ่มลงชุมชน 6 แห่งในพื้นที่ โครงการพัฒนาฯ สวนผึ้ง รวบรวมเรื่องราวชุมชนจากคำบอกเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน นำเรื่องราวของท้องถิ่นมาแต่งเป็นหนังสือนิทานพร้อมวาดภาพประกอบ และเรียนรู้การใช้โปรแกรม Bloom ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับสร้างหนังสือนิทาน ก่อนจัดรูปเล่มเป็นขั้นตอนสุดท้าย


นิทานเพื่อพัฒนาทักษะด้านภาษาของเด็กจำนวน 6 เรื่อง มีทั้งบรรยายแบบร้อยแก้วและกลอน พร้อมภาพลายเส้นประกอบ เป็นเรื่องเล่าที่มีทั้งสาระ ความสนุกสนาน และจินตนาการ เป็นการนำเอาเรื่องราวจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอด มีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม แม้จะเป็นเรื่องเล่าเฉพาะของชุมชนหรือท้องถิ่น แต่สาระที่อยู่ในเนื้อหาและเรื่องราวของนิทานนั้นคือคติสอนใจ ซึ่งเป็นความรู้สากลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกหนแห่ง นิทานแต่ละเล่มยังได้ถูกออกแบบการใช้คำ การเล่าเรื่อง ที่มีจุดมุ่งหมายในการเสริมทักษะการอ่านออกเสียงสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาอีกด้วย


อั้งหมี่ถ่อง หรือ ประเพณีกินข้าวห่อ ของชาวไทยกะเหรี่ยงในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี คืออีกหนึ่งพล็อตเรื่องที่ครูแต่ละกลุ่มหยิบยกมาถ่ายทอดเรื่องราวในนิทานเพื่อสอนเด็กๆ ควบคู่กับการอ่าน “เราได้เห็นถึงวิถีชีวิตของเขา ได้เห็นถึงความเชื่อ ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น คือข้อมูลที่เราได้จาก การลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านเพื่อใช้แต่งเป็นนิทาน ถ้าเราไม่ได้ไปสัมภาษณ์พูดคุยหรือเอามาเล่าเป็นนิทาน วันหนึ่งความเชื่อเหล่านี้ วัฒนธรรมเหล่านี้ วิถีชีวิตเหล่านี้มันก็จะค่อยๆ หายไป ซึ่งเด็กบางคนถึงแม้จะเป็นเด็กในท้องถิ่นก็จริงแต่ก็ไม่มีความเข้าใจ พอเรานำมาแต่งเป็นนิทานมีภาพวาดประกอบทำให้ดึงความสนใจในการเรียนรู้ของเด็กมากขึ้น” ครูชนาภาอธิบายเพิ่ม


Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo

Full Photo


ขณะที่ ครูเพ็ญนภา วิสารวุฒิ ครูโรงเรียนบ้านหนองสลุด อ.มะขาม จ.จันทบุรี เล่าถึงที่มาของนิทานเรื่อง ตาแก่ขี้เกียจ ว่า “ตอนลงพื้นที่ได้ไปเล่านิทานให้กับชาวบ้านฟัง และมีล่ามแปลด้วยเนื่องจากทุกคนเป็นกะเหรี่ยง มีการพูดคุยสะท้อนความคิดเห็นหลังได้ฟังนิทานว่าได้อะไรบ้าง ชาวบ้านก็บอกว่าสนุกและมีข้อคิดเอาไปสอนเด็กๆ ได้ จากนั้นคุณตาก็ได้เล่าเรื่องชายขี้เกียจให้ฟัง กลุ่มเลยนำเค้าโครงเรื่องนี้มาแต่เป็นนิทาน แต่เนื่องจากข้อมูลเยอะถ้าเขียนเป็นร้อยแก้วจะทำให้เรื่องยาวและภาษาอาจยากไปสำหรับเด็กชั้น ป.1-3 เราจึงแต่งเป็นกลอน เด็กๆ จะได้เรียนรู้คำคล้องจองด้วย”


ส่วน ครูนารินท์ โฮมแพน ครูโรงเรียนบ้านห้วยมาลัย อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี บอกว่า “พอแต่งนิทานพร้อมวาดรูปเสร็จสรรพก็นำเข้าโปรแกรม Bloom ซึ่งใช้งานง่ายและสะดวกมาก ที่โรงเรียนมีเด็กนักเรียนทั้งกะเหรี่ยงและมอญ อยากขยายการทำนิทานเพื่อใช้สอนเด็กนักเรียนไปยังทุกกลุ่มสาระการเรียน ไม่เพียงแค่วิชาภาษาไทยเท่านั้น”


ก้าวต่อไปคือการส่งต่อองค์ความรู้ หลังจากนี้ภารกิจของครูผู้เข้าอบรมทั้ง 46 คน คือการขยายผลสร้างโอกาสและการเรียนรู้สู่เด็กนักเรียน และขยายผลเทคนิคต่างๆ สู่เพื่อนครูทั้งในพื้นและในจังหวัดข้างเคียง ไม่เพียงการอ่านออกเขียนได้ แต่คือการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไป