วันที่เสียงเตือนกลายเป็นเสียงระเบิด

เรื่องราวของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว

จากสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 7 จังหวัดของไทย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนกว่า 520,000 คน หลายครอบครัวต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวมากกว่า 320,000 คน หนึ่งในนั้นคือครอบครัวของ “คุณแม่นกน้อย” ชาวบ้านในจังหวัดสระแก้วที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้

เสียงเตือนที่ไม่มีใครคิดว่าจะนำไปสู่เหตุร้ายแรง

เช้าวันที่ 8 มกราคม 2569 เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในโทรศัพท์ของชาวบ้าน แจ้งให้อพยพก่อนสิบโมงเช้า คุณแม่นกน้อยเล่าว่า ขณะนั้นทุกอย่างยังดูสงบ ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรง โดยเฉพาะในสระแก้วซึ่งตลอดมามีความสงบเงียบ

“ตอนแรกเราก็เฉยค่ะ ไม่คิดว่ามันจะบานปลายอะไร จังหวัดเราก็อยู่กันมาสงบดี… ชาวบ้านก็ยังทำงานบ้านและใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องรีบหนี”

แม้ผู้นำชุมชนประกาศให้ทุกคนเข้าหลุมหลบภัยเพื่อความปลอดภัย เธอก็ยังเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงนัก จนกระทั่งช่วงบ่ายโมง เสียงระเบิดเริ่มดังขึ้นต่อเนื่อง

“ได้ยินเสียงตุ้ม–ตั้มไม่หยุดเลยค่ะ ตอนนั้นหัวใจมันไม่ปกติแล้ว รีบพาลูกหลาน และพ่อแม่ที่ชราเข้าไปหลบที่บังเกอร์ทันที”

เสียงระเบิดดังยาวจนถึงช่วงเย็น เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบ เจ้าหน้าที่จึงจัดรถรับชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว

BM 21 จรวดหลายลำกล้องที่ยิงข้ามแดนและภาพที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น

หลังอพยพไปยังบ้านญาติในอำเภอท่าเกษม (หลังจากออกจากศูนย์พักพิงชั่วคราวซึ่งครอบครัวแม่นกน้อยได้เข้าไปพัก 1 วัน) คุณแม่นกน้อยได้รับภาพจากผู้ใหญ่บ้านเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เป็นภาพบ้านของเธอที่ถูกทำลายจากแรงระเบิด ก่อนหน้านั้นเพียงสองวัน ครอบครัวคิดจะกลับบ้านแล้ว แต่ญาติได้ทักไว้ให้รอดูสถานการณ์ก่อน

“ผู้ใหญ่บ้านถ่ายรูปบ้านที่โดนระเบิดส่งมาให้ดูค่ะ พูดแล้วยังขนหัวลุกไม่หายเลย ทั้งตกใจ และไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ น้ำตาจะไหล บ้านเราพังทั้งหลังเลย”

บ้านของคุณแม่นกน้อยถูก ลูกปืน BM 21 ที่ยิงมาจากฝั่งทหารกัมพูชาตกบริเวณตัวบ้าน แรงระเบิดทำให้บ้านไม้ทั้งหลังเสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

เธอเล่าว่า หากครอบครัวยังอยู่ในหมู่บ้านในวันนั้น อาจไม่มีโอกาสได้หลบหนี

“ไม่คิดว่าจะลงตรงบ้านเราค่ะ ถ้าวันนั้นเรายังอยู่ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ 6 ชีวิตในครอบครัวของเรา แต่ดีกว่าครอบครัวเราอพยพออกไปหมดแล้ว”

ชีวิตหลังเหตุการณ์: ไร้บ้านอยู่ ต้องไปอาศัย “กระท่อมเล็ก ๆ ข้างคอกวัว”

หลังเหตุการณ์สงบลงชั่วคราว ครอบครัวทั้ง 6 ชีวิตตั้งใจจะกลับบ้าน แต่บ้านได้รับความเสียหายหนักจากระเบิด BM 21 จึงไม่สามารถกลับไปอยู่ได้ จนกว่าจะมีการซ่อมแซมโดยใช้งบประมาณจากภาครัฐซึ่งยังต้องรอ ในระหว่างนี้ครอบครัวต้องไปพักในกระท่อมเล็ก ๆ ที่เอาไว้เฝ้าวัว

“ตอนนี้พวกเราไปอยู่ที่คอกวัวกันหมดค่ะ 6 ชีวิต ต้องไปอาศัยกระท่อมเล็ก ๆ ที่เคยไว้เฝ้าวัว… มันไม่ได้สะดวกสบายเหมือนบ้าน แต่ต้องอยู่ไปก่อน”

กลางคืนมักได้ยินเสียงจากฝั่งกัมพูชา ทั้งเสียงไฟจากการเผาป่าและเสียงที่คล้ายระเบิด ทำให้ทุกคนยังรู้สึกระแวง ไม่กล้านอนหลับสนิท

อาชีพที่ได้รับผลกระทบ และความรับผิดชอบที่ทิ้งไม่ได้

บ้านพัง ชีวิตเปลี่ยน แต่อาชีพยังต้องเดินต่อ ครอบครัวมีวัวทั้งหมด 10 ตัว ซึ่งได้มาจากโครงการโคบาลบูรพา และเป็นรายได้หลักของบ้าน “จะทิ้งวัวไม่ได้ค่ะ มันคืออาชีพของเรา… แฟนต้องอยู่เฝ้าวัวทุกวัน แม้ยังมีเสียงระเบิดเป็นพัก ๆ”

นอกจากเลี้ยงวัว คุณแม่ยังทำนาและขายน้ำหวานที่โรงเรียนเพื่อเลี้ยงครอบครัว ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากการย้ายที่อยู่อย่างกะทันหัน

ความช่วยเหลือที่เป็นเหมือนแรงใจในวันที่ทุกอย่างสั่นคลอน

หลังเหตุการณ์ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย รวมถึงองค์การแพลน (Plan International Thailand) และองค์กรยูนิเซฟ (UNICEF Thailand) ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งการจัดศูนย์เพื่อเด็กในศูนย์พักพิงชั่วคราว การสนับสนุนจิตสังคม การเรียนรู้ และการปกป้องคุ้มครองเด็ก รวมถึงสิ่งของยังชีพและเงินช่วยเหลือครอบครัว

ครอบครัวของคุณแม่นกน้อยได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้น ทั้งในรูปแบบทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนบุตรหลาน และสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ รวมถึงการติดตามและเยี่ยมเยียนหลังเหตุการณ์เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

“ดีใจค่ะที่ยังมีคนมาดูแล… เหมือนเราไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีผู้ใหญ่ใจดีคอยช่วยในวันที่ลำบากที่สุด” เธอกล่าว

บทเรียนและความเข้มแข็งที่ต้องใช้เพื่อก้าวต่อไป

ประสบการณ์ครั้งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของคุณแม่เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน

“ถ้ามีประกาศเตือนอีก แม่จะไม่เฉยเหมือนครั้งแรกแล้วค่ะ… ตอนนี้เตรียมเสื้อผ้า ยา เอกสารสำคัญไว้บางส่วนแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราสามารถอพยพไปยังพื้นทีปลอดภัยได้ทันที”

แม้บ้านจะเสียหาย ชีวิตจะลำบาก และความหวาดกลัวจะยังไม่หายไปในเร็ววัน แต่ครอบครัวนี้ยังคงยืนหยัดด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเขาจะได้กลับบ้านที่ปลอดภัยอีกครั้ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Child Rights Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การตีตราและเลือกปฏิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ อ่านออกเขียนได้ เด็กข้ามชาติ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไทรโยค เข้าถึงชุมชนทลายกำแพงกั้นสุขภาพดี

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ มูลนิธิพันธกิจสัมพันธ์เมตตา ลงพื้นที่จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการสุขภาพเบื้องต้น เอกซเรย์ทรวงอก แก่คนในชุมชนและเด็ก ๆ พร้อมแจกแว่นสายตาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
อ่านต่อ »

เดอะซิกเนเจอร์ แบรนด์ ร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ มอบอุปกรณ์เครื่องครัว-เครื่องใช้ไฟฟ้า สร้างโอกาสเด็กและโรงเรียนห่างไกล

ความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาคเอกชนกับองค์กรสาธารณกุศล เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและสร้างอนาคตให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล
อ่านต่อ »
0