มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จับมือมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล เดินหน้าเปิดตัว ‘โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย’

สานต่อความสำเร็จจากการดำเนิน ‘โครงการพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิสำหรับเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ’ เพื่อลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติร้อยละ 35 ภายในปี 2571

นับแต่ปี 2567  มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มและขยายผลการดำเนิน ‘โครงการพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิสำหรับเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ’ เพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่จะให้เร่งรัดการจัดทำทะเบียนประวัติและสถานะบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีเลขประจำตัวขึ้นต้นอักษร G และกลุ่มตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่เร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก และสระแก้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีสถานะรหัส G ให้ได้รับหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก อันเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม โดยมีผู้ได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 29,433 คน ทั้งหมดได้รับการสนับสนุนในการยื่นคำร้องขอสถานะทางกฎหมาย ในจำนวนนี้ ครอบคลุมนักเรียนรหัส G จำนวน 1,097 คน ที่ได้รับการจัดทำเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ เด็กและผู้ใหญ่อีกกว่า 23,732 คน ได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ภายใต้มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ตุลาคม 2567

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล แต่ปัจจุบันยังมีบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนมากในประเทศจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะหรือไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการทางกฎหมาย ภาวะ ‘ไร้รัฐไร้สัญชาติ’ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่เสรีภาพในการเดินทาง โอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงบริการสุขภาพ  จนไปถึงการประกอบอาชีพ ทำให้บุคคลกลุ่มนี้เผชิญความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติไปพร้อมกัน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569  มูลนิธิศุภนิมิตฯ ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล (คสบ.) ‘จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนความร่วมมือการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติในระดับจังหวัด’ โดยได้รับเกียรติจาก
นายวรุตม์ วิศิษฏ์ศิลป์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานปกครอง หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านการศึกษา และหน่วยงานภาคประชาสังคมกว่า 50 คน เข้าร่วมการประชุม

ภายในงานได้มีการนำเสนอรายงานสถานการณ์และแนวทางการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนสำนักทะเบียนอำเภอ และผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอรายละเอียดของ ‘โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง : เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ’ รวมถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันวางแผนแนวทางการดำเนินงานและสร้างความร่วมมือในระดับจังหวัดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ดำเนินงานขึ้นภายใต้ ‘โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย (Collaborating for Change: Strengthening Partnerships to End Statelessness in Thailand)’ หรือ C4C Project’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป (European Union – EU) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดจำนวนจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่เป้าหมายลงไม่น้อยกว่า 35% ภายในปี 2571 ผ่านการส่งเสริมการดำเนินการขึ้นทะเบียนราษฎรและการรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ

นายวรุตม์ วิศิษฏ์ศิลป์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

“ขอขอบคุณคณะผู้จัดโครงการฯ ซึ่งเป็นองค์กรภาคีที่ทำงานร่วมกับโรงเรียน สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม และทีมบูรณาการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

การจัดโครงการครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดี ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายและกฎหมายที่กำหนดไว้

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล และช่วยให้บุคคลกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป”

นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวถึงที่มาของการเริ่มดำเนินโครงการฯ

“ที่มาของโครงการฯ เริ่มต้นจากสองประเด็นสำคัญ ประการแรก เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) สรุปบทเรียนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ให้คำมั่นในเวทีระดับโลกว่า จะขจัดความไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี ภายใต้แคมเปญระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านมาถึงปี 2567 ปัญหานี้ยังไม่หมดไป โดยเฉพาะกลุ่ม เด็กนักเรียนที่มีรหัสประจำตัวขึ้นต้นด้วย ‘G’ ซึ่งยังมีจำนวนมากเป็นหลักแสน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าต่ออย่างไร

ประเด็นที่สอง คือ มติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการพิจารณาคำร้องสถานะบุคคล (มติ 480,000 ราย) ที่กำหนดให้การพิจารณาแต่ละรายต้องแล้วเสร็จภายใน 5 วัน ซึ่งเป็นภารกิจที่ท้าทายและต้องมีระบบสนับสนุนที่เข้มแข็ง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรีอย่างแท้จริง
โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม โรงเรียน ผู้นำชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน เพราะนี่คือ ‘ภาพลักษณ์ของประเทศไทย’ ที่ต้องรายงานต่อเวทีนานาชาติว่า ประเทศไทยมีการบริหารจัดการปัญหานี้อย่างไร จึงเป็นความท้าทายที่ต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง”

โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ดำเนินการขึ้นภายใต้ ยุทธศาสตร์การดำเนินพันธกิจที่ 2 ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ (ปี 2569 – 2573) ในประเด็นการปกป้องคุ้มครองเด็ก โดยมุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลและคุ้มครองจากการถูกทอดทิ้งภายในครอบครัว โรงเรียน และชุมชนของตนเอง และยังสอดคล้องกับ เจตนารมณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของสหภาพยุโรป รวมถึง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 16.9 ว่าด้วยการรับรองเอกลักษณ์ทางกฎหมายให้ประชาชนทุกคน และข้อ 10.3 ในการลดความเหลื่อมล้ำและขจัดการเลือกปฏิบัติ ทั้งยังสอดรับกับแนวทางของสหภาพยุโรปในการแก้ไขปัญหาบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในภูมิภาคเอเชียอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยจะดำเนินงานใน 30 อำเภอ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี

โดยมีเป้าหมายของการดำเนินโครงการ ตามรายละเอียดดังนี้

– บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ 30,000 คน ได้เข้าถึงกระบวนการยื่นคำร้องเพื่อพัฒนาสถานะบุคคล
– นักเรียนรหัส G 15,000 คน ที่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะบุคคลได้รับการสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการยื่นคำร้องเพื่อพัฒนาสถานะบุคคล
– เด็กในบริบทโยกย้ายถิ่นฐาน 3,000 คน ในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ ที่ยังไม่มีสถานะเป็นนักเรียนรหัส G ได้รับการจดทะเบียนทำประวัติและขึ้นทะเบียนเพื่อรับรหัส G

นายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะและสิทธิ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสถานะบุคคลตามกฎหมาย

“หลักคิดสำคัญของโครงการ คือ การผลักดันให้บุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายได้รับการรับรองสถานะอย่างถูกต้อง เพราะเมื่อเขามีสถานะทางกฎหมายแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ โอกาสในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิด้านการศึกษา สาธารณสุข การทำงาน หรือการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี

ท้ายที่สุด เราเข้าใจดีว่าการรับรองสถานะตามกฎหมายไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะเปิดทางให้บุคคลเหล่านี้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการร่วมกันของมนุษย์ทุกคน และสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้โครงการนี้เดินหน้าได้ คือความร่วมมือของทุกภาคส่วน เช่นเดียวกับที่เราได้เห็นในวันนี้ ความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนความเชื่อร่วมกันว่า หากเราช่วยกัน คนที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานจะมีโอกาสยืนหยัดในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและมีอนาคตที่มั่นคงขึ้น

ผมเชื่อว่า ผลลัพธ์ที่เราจะได้หลังจากดำเนินโครงการนี้ คือ การที่บุคคลกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากสามารถก้าวไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี เป็นไปตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ และเป็นสิ่งที่ทุกคนสมควรได้รับในฐานะมนุษย์”

ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลมาโดยตลอด เรามุ่งมั่นทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติได้รับการขึ้นทะเบียนราษฎรและรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็น ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของภาคประชาสังคมให้สามารถคุ้มครองสิทธิ สนับสนุนกระบวนการ และร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลได้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Child Rights Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การตีตราและเลือกปฏิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาชุมชน พัฒนาสถานศึกษา ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กข้ามชาติ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

0