เมื่อวันที่ 20–21 เมษายน พ.ศ. 2569 ณ โรงพยาบาลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและพิธีมอบสัญลักษณ์ “โรงพยาบาลเครือข่ายหน่วยจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA)” เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล และส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ประจำปีงบประมาณ 2569
ในการนี้ นายแพทย์พิทยา หล้าวงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์จัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพิสูจน์สัญชาติไทยของผู้ที่ประสบปัญหาด้านสิทธิและสถานะทางทะเบียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อนายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ประธานในพิธี ตลอดจนหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง
การจัดตั้งศูนย์ฯ ณ โรงพยาบาลสบเมยในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งโรงพยาบาลสบเมย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์ลักษณะเดียวกันแล้ว 32 แห่ง ครอบคลุม 24 จังหวัดทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสบเมยนับเป็นแห่งที่ 33
การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกฎหมาย แนวปฏิบัติ และประสบการณ์ในการจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมจากบุคคล ตามมาตรฐานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการแก้ไขปัญหาทะเบียนราษฎร ผ่านกระบวนการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิตด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
สำหรับการเข้ารับบริการ ผู้ที่มีข้อเท็จจริงว่าเป็นคนไทยแต่ตกหล่นจากระบบทะเบียนราษฎร ไม่มีเอกสารแสดงตน หรือไม่ได้รับการแจ้งเกิด แต่มีบิดาหรือมารดาเป็นบุคคลสัญชาติไทย สามารถติดต่อขอตรวจสอบคุณสมบัติได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อผ่านการพิจารณาตามกฎหมาย สำนักทะเบียนจะจัดทำหนังสือประสานมายังโรงพยาบาลสบเมย จากนั้นโรงพยาบาลจะดำเนินการประสานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อนัดหมายเก็บตัวอย่าง DNA และส่งตรวจตามกระบวนการ
เมื่อผลการพิสูจน์แล้วเสร็จ จะส่งกลับไปยังสำนักทะเบียนอำเภอเพื่อดำเนินการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพต่อไป ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจพิสูจน์ DNA และมีเพียงค่าบริการทางการแพทย์ตามระเบียบของโรงพยาบาล
นายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะบุคคลและสิทธิ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพคนไทยไร้สิทธิ กล่าวว่า
“การจัดตั้งศูนย์จัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ที่โรงพยาบาลสบเมย จะช่วยให้ประชาชนในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ปาย ปางมะผ้า ขุนยวม แม่สะเรียง แม่ลาน้อย และสบเมย มีทางเลือกในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถใช้พยานบุคคลหรือเอกสารได้ และยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปตรวจนอกพื้นที่”
ที่ผ่านมา โรงพยาบาลในพื้นที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ที่ยังไม่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพ ส่งผลให้เกิดหนี้ค้างชำระ การดำเนินงานครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยให้บุคคลไร้สถานะได้รับการรับรองสัญชาติไทยและเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงพยาบาลสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อย่างถูกต้อง อันเป็นการเสริมความมั่นคงของระบบบริการสุขภาพในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ” (C4C Project) ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการแก้ไขปัญหาคนไทยตกหล่นและบุคคลไร้รัฐ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงมีตามกฎหมายได้อย่างยั่งยืนและเท่าเทียม


