ทางเดินไม้แคบ ๆ ที่ทอดผ่านผืนน้ำกลางบ้าน กลายเป็นเส้นทางสัญจรหลักของครอบครัว ‘น้องนาโน’ เด็กชายวัยประถมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อสายน้ำที่เอ่อล้นเข้าท่วมชุมชน เปลี่ยนบ้านทั้งหลังให้ต้องปรับตัวอยู่กับน้ำอีกครั้ง
สำหรับหลายคน น้ำท่วมอาจเป็นเพียงภาพข่าวที่ผ่านหน้าจอ แต่สำหรับครอบครัวของน้องนาโน นี่คือชีวิตจริงที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก ความเสี่ยงจากสัตว์มีพิษ การขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และความไม่แน่นอนที่มาพร้อมกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อบ้านกลายเป็นพื้นที่ล้อมรอบด้วยน้ำ
“น้ำท่วมทุกปีครับ”
เด็กชายชะโนไทย หรือ น้องนาโน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เล่าถึงสถานการณ์ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่จำความได้ พร้อมชี้ไปยังทางเดินไม้ที่คุณยายช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อใช้สัญจรภายในบ้านในช่วงน้ำท่วม
เมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่รอบบ้านกลายเป็นผืนน้ำกว้าง ครอบครัวต้องอาศัยสะพานไม้ชั่วคราวเชื่อมต่อจุดต่าง ๆ ภายในบริเวณบ้าน ขณะที่เรือกลายเป็นพาหนะสำคัญเพียงไม่กี่ทางเลือกในการเดินทางเข้าออกชุมชน
“เดินทางลำบากครับ ถ้าจะไปข้างนอกก็ต้องนั่งเรือ”
ร้านค้าและตลาดที่จำหน่ายอาหารหรือของใช้จำเป็นอยู่ห่างจากบ้านหลายกิโลเมตร ทุกครั้งที่ต้องออกไปซื้อของ คุณยายและหลาน ๆ ต้องนั่งเรือออกจากชุมชน ก่อนต่อรถเข้าไปยังตลาดในตัวอำเภอ
แม้จะยังเป็นเด็ก แต่ทุกครั้งที่น้ำมา นาโนก็พยายามช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว
“น้ำขึ้นไวครับ ตอนนั้นผมช่วยยายยกของขึ้นที่สูง กลัวของจมน้ำครับ”
คำพูดสั้น ๆ สะท้อนความรับผิดชอบเกินวัย และความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่ครอบครัวต้องเผชิญในแต่ละปี
ความเสี่ยงที่มากับน้ำหลาก
น้ำท่วมไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงเรื่องการเดินทางหรือการดำรงชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย โดยเฉพาะจากสัตว์มีพิษที่หนีน้ำเข้ามาภายในบ้าน
ไม่นานมานี้ คุณยายพบงูซ่อนตัวอยู่ในรองเท้าคู่หนึ่งที่วางอยู่ภายในบ้าน สร้างความหวาดหวั่นให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว
“กลัวครับ” นาโนตอบทันทีเมื่อถูกถามถึงความรู้สึกหลังทราบว่ามีงูเข้ามาอยู่ใกล้ตัว
นอกจากงูแล้ว ยังมีแมลงและสัตว์ต่าง ๆ ที่มากับน้ำ รวมถึงโรคภัยที่มักเกิดขึ้นในช่วงน้ำหลาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวต้องเฝ้าระวังอยู่เสมอ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ
ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าที่คิด
สำหรับ ‘ยายตวง’ ผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว ปีนี้แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา
“ปีนี้น้ำมาเร็ว เก็บของไม่ทัน”
แม้จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญอุทกภัยเป็นประจำ แต่ครั้งนี้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน จนหลายครอบครัวแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว จากเดิมที่ได้รับข้อมูลว่าน้ำอาจไม่สูงมากนัก ทำให้ยังไม่ได้เร่งขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้าท่วมชุมชนอย่างรวดเร็ว
“ปีที่แล้วน้ำสูงกว่า แต่ค่อย ๆ มา ยังพอเก็บของได้ ปีนี้ขึ้นไวมาก”
ภายในบ้าน คุณยายต้องเร่งยกเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นอน และสิ่งของจำเป็นขึ้นเหนือระดับน้ำเพื่อรักษาทรัพย์สินและจัดพื้นที่พักอาศัยชั่วคราวให้คนในครอบครัว
ความห่วงใยของคนเป็นยาย
นอกเหนือจากความเสียหายทางทรัพย์สิน สิ่งที่คุณยายกังวลมากที่สุดคือความปลอดภัยของหลาน ๆ ที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
“ต้องระวังตลอด ทั้งน้ำ ทั้งงู ทั้งสัตว์มีพิษ”
ยายตวงเล่าว่า เคยพบงูเห่าเลื้อยเข้ามาอยู่บนที่นอน และไม่นานมานี้ยังพบงูอีกตัวภายในบริเวณบ้าน แต่ยังไม่สามารถจับได้ ทำให้ทุกคนต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องดูแลเด็กหลายคน ความเหนื่อยล้าไม่ได้เกิดจากการรับมือน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความกังวลที่ต้องเฝ้าดูแลความปลอดภัยของคนในครอบครัวตลอดเวลา
“ไม่ใช่เหนื่อยงานอย่างเดียว เหนื่อยเพราะต้องคอยดูเด็ก ๆ ด้วย”
ความช่วยเหลือที่ช่วยประคับประคองชีวิตในยามวิกฤต
จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่รวมถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ได้ดำเนิน ‘โครงการตอบสนองสถานการณ์อุทกภัยประเทศไทย 2026’ เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ
ระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 19 ตุลาคม 2569 มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ดำเนินการตอบสนองต่อสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดราชบุรี สระแก้ว จันทบุรี กรุงเทพมหานคร และพระนครศรีอยุธยา การจัดสรรสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาทิ ข้าวกล่อง ข้าวสาร น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง เครื่องปรุงอาหาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมรสจืดบรรจุกล่อง ขนมสำหรับเด็ก ผ้าอ้อมเด็ก ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ผ้าอนามัย ถุงดำใส่ขยะ และไฟฉาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
จากการดำเนินงานตอบสนองสถานการณ์อุทกภัยในช่วงเวลาดังกล่าว มูลนิธิศุภนิมิตฯ สามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 3,109 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 1,102 คน และผู้พิการ 13 คน
โดยบูรณาการการสนับสนุนจากภาคเอกชน เข้ากับการประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อประเมินความต้องการเร่งด่วนของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความต้องการด้านการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กำลังใจเล็ก ๆ ท่ามกลางวิกฤต
แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะยังไม่คลี่คลาย และหลายครอบครัวยังคงรอวันที่ระดับน้ำลดลง แต่ความช่วยเหลือจากภาคส่วนต่าง ๆ ช่วยสร้างความหวังและกำลังใจให้ผู้คนในชุมชนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญวิกฤตเพียงลำพัง
เมื่อได้รับถุงยังชีพจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ยายตวงกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า
“ขอบคุณมากที่มาช่วยเหลือ ตื้นตันใจไม่รู้จะพูดอะไร ขอให้มีความสุขความเจริญ และดูแลสุขภาพด้วยนะ”
เรื่องราวของยายตวงและน้องนาโนสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแต่ละครัวเรือน คือชีวิตของผู้คนที่กำลังต่อสู้กับความยากลำบากในทุกวัน เด็ก ๆ ที่ต้องเติบโตท่ามกลางข้อจำกัด ผู้สูงอายุที่ยังคงเป็นหลักให้ครอบครัว และชุมชนที่พยายามยืนหยัดท่ามกลางสายน้ำที่ยังไม่ลดระดับ
ขณะที่พวกเขารอวันที่สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติ ความช่วยเหลือในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นพลังใจสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวและชุมชนก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน


