ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในพื้นที่ดำเนินงานโครงการพัฒนาฯ แก่งกระจาน บ้านหลังหนึ่งที่มีสมาชิก 3 คน คือ พ่อ แม่ และเด็กหญิงตัวน้อยวัย 7 ขวบ ‘น้องนุ่น’ หรือเด็กหญิงณัฏฐนันท์ กำลังจะก้าวขึ้นชั้น ป.2 ครอบครัวน้องนุ่นใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยอาชีพรับจ้างดูแลสวน ทำสวนไม้ผล และผักสวนครัวให้นายจ้าง
แม่อังคณา วัย 50 ปี ของน้องนุ่น เล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ในอดีตว่าครอบครัวต้องบริหารจัดการรายรับรายจ่ายอย่างระมัดระวัง “ก็มีบ้าง ไม่มีบ้างค่ะ บางช่วงเงินพอใช้ บางช่วงก็ไม่พอ” แม่อังคณา กล่าว
เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน แม้ครอบครัวจะทำกับข้าวกินเองเป็นหลัก แต่ ‘ไข่’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในครัวไทยกลับเป็นสิ่งที่ต้องซื้อหาอยู่เสมอ แม่อังคณาบอกว่าในแต่ละเดือนต้องซื้อไข่ประมาณแผงหนึ่ง สลับกับการกินปลาและหมูเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่อังคณาได้รู้จักกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ผ่านทางคุณครูที่โรงเรียน ตอนที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ลงพื้นที่มาเยี่ยมเยือน เก็บข้อมูล ทำให้น้องนุ่นได้เข้าร่วมเป็นเด็กในความอุปการะของมูลนิธิฯ
ความช่วยเหลือที่ได้รับมีทั้งด้านปัจจัยการศึกษา อาทิ ชุดนักเรียน กระเป๋า รองเท้า และที่สำคัญคือด้านโภชนาการและอาชีพเสริมของผู้ปกครอง อย่างการเลี้ยง ไก่พันธุ์ไข่ จำนวน 17 ตัว ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของครอบครัว น้องนุ่นเล่าด้วยรอยยิ้มว่าเธอดีใจมากที่ได้รับชุดนักเรียนใหม่ และเมื่อพูดถึงไก่ที่เลี้ยงไว้หลังบ้าน บางครั้งก็ไปช่วยเก็บไข่เอง ได้วันละประมาณ 8-9 ฟอง
ผลลัพธ์จากเลี้ยงไก่ไข่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ครอบครัวนี้อย่างเป็นรูปธรรม แม่อังคณา เล่าด้วยน้ำเสียงดีใจว่า “ช่วยประหยัดได้มากเลยค่ะ เพราะไม่ต้องซื้อไข่ และยังมีรายได้เพิ่มด้วย”
ไข่ไก่ที่เก็บได้ในแต่ละวันถูกนำมาทำเป็นอาหารหลากหลายเมนูสำหรับครอบครัว ทั้งต้มพะโล้และไข่เจียวหัวหอม เมนูโปรดของน้องนุ่น ส่วนไข่ที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน ครอบครัวนำไปขายให้กับคนในหมู่บ้าน บางครั้ง 2-3 วันจะเก็บไข่ได้ 1 แผง ขายในราคาแผงละ 120 บาทในช่วงแรก ก่อนปรับเป็น 130 บาทตามราคาอาหารไก่ที่ปรับขึ้น
ที่น่าประทับใจคือ ไข่ไก่จากบ้านน้องนุ่นเป็นที่ต้องการของคนในชุมชน “บางครั้งก็มีจองค่ะ บางทีก็ไม่พอขาย” แม่อังคณา เล่าด้วยความภูมิใจ แม้จะต้องดูแลไก่ไปพร้อมกับงานสวนที่ทำประจำแต่ทั้งครอบครัวก็มีความสุข เพราะได้กินไข่สดใหม่ที่เลี้ยงเอง มีรายได้เสริม
ลานหลังบ้านที่ไม่ไกลจากเล้าไก่ มีเพิงเล็ก ๆ ที่แม่และพ่อสร้างไว้ให้น้องนุ่น เปิดร้านอาหารในฝันของเธอ ทุกวันเธอและเพื่อน ๆ จะเก็บดอกไม้ ใบหญ้า เล่นดิน นำจานและกะลาเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาจัดวางเป็น ‘ครัวของเล่น’ เปิดร้านขายอาหารสมมติให้ตุ๊กตาและเพื่อน ๆ เล่นขายของกันอย่างสนุกสนาน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่สะท้อนความฝันอันยิ่งใหญ่ของเธอ
เมื่อถามถึงอนาคต น้องนุ่นเล่าว่าเธอมีหลายความฝันมาก “ตอนแรกอยากเป็นครูศิลปะค่ะ แม่อยากให้เป็นข้าราชการ หนูก็อยากเป็นทหารค่ะ แต่ว่าตอนนี้อยากเป็นเชฟค่ะ”
ความฝันอยากเป็นเชฟของน้องนุ่นไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ เธอเคยลงมือทำอาหารจริงมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องราวที่ทำให้ทุกคนต้องยิ้มและตื้นตันใจ เมื่อน้องนุ่นเล่าว่าเธอเคย “ทอดไข่ให้ลุงกินค่ะ เพราะตอนนั้นลุงประสบอุบัติเหตุต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล” เด็กหญิงตัวน้อยจึงลงมือทำอาหารง่าย ๆ ด้วยตัวเองเพื่อดูแลคนในครอบครัว
แม้ชีวิตจะดีขึ้นจากความช่วยเหลือที่ได้รับ แต่ในใจของคนเป็นแม่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของลูกสาว “เป็นห่วงเรื่องอนาคตค่ะ กลัวว่าอายุมากขึ้นแล้วจะทำงานไม่ไหว หากลูกยังเรียนไม่จบ” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความปรารถนาดีที่แม่มีต่อลูก อยากให้ลูกได้เรียนจบและมีอนาคตที่มั่นคง
เมื่อถามถึงความช่วยเหลือที่เห็นผลชัดเจนที่สุด แม่อังคณา ตอบโดยไม่ลังเลว่า “เรื่องชุดนักเรียนกับไก่ไข่ค่ะ ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” สองสิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับครอบครัวนี้ มันคือการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้ลูกสาวได้ไปโรงเรียนอย่างมั่นใจ พร้อมกับมีรายได้เสริมเข้ามาหล่อเลี้ยงครอบครัว
ก่อนจบบทสนทนา ทั้งแม่และลูกต่างฝากความรู้สึกขอบคุณไปยังผู้อุปการะ ผู้บริจาคและมูลนิธิศุภนิมิตฯ น้องนุ่นเด็กหญิงตัวน้อยส่งคำอวยพรอย่างจริงใจว่า “หนูขอขอบคุณค่ะ ขอให้ทุกคนร่ำรวย ไม่เจ็บไม่ป่วย และสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาค่ะ” ส่วนคุณแม่กล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งว่า “อยากขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ที่ช่วยน้องนุ่นและครอบครัว ขอให้ผู้อุปการะ และมูลนิธิศุภนิมิตฯ เจริญก้าวหน้า มีความสุข และไม่มีความทุกข์ใด ๆ ค่ะ”
จากไก่ไข่ 17 ตัว สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเลข นี่คือเรื่องราวของครอบครัวเล็ก ๆ ที่ได้รับโอกาส และพิสูจน์ให้เห็นว่าความช่วยเหลือ จากผู้มีน้ำใจ สามารถสร้างรอยยิ้ม เติมเต็มท้อง และจุดประกายความฝันให้กับเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง ผู้ซึ่งวันนี้ยังคงวาดฝันถึงอนาคตที่อยากเป็นเชฟ เป็นทหาร หรือครูศิลปะ ด้วยรอยยิ้มและความหวังที่เต็มเปี่ยม


