ก้าวข้ามห้องเรียน: ทำประเทศไทยต้องฟังเสียงเยาวชนเพื่อกำหนดอนาคตของการศึกษา 

ประเทศไทยในอนาคตจะสามารถแข่งขันได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับคุณภาพของระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการพูดถึงการปฏิรูปการศึกษามักจะเน้นไปที่หลักสูตร เทคโนโลยี และความพร้อมของกำลังคนในตลาดแรงงาน แต่มี ‘เสียงสำคัญ’ หนึ่งที่มักถูกละเลยอยู่เสมอ นั่นคือ เสียงของเยาวชนเอง

สิ่งนี้เองที่ทำให้เวทีเสวนา The Nation Visionary Club Roundtable: Beyond the Classroom – Thai Education Beyond Borders มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เวทีดังกล่าวได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้นำด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันสำรวจว่าประเทศไทยจะเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาคือ นางสาวปริญญาศิริ โยเฮือง ตัวแทนเยาวชนชายขอบที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World vision Foundation of Thailand ) ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การมีส่วนร่วมของเธอไม่เพียงได้สะท้อนความสำเร็จส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อเด็กเปราะบางได้รับโอกาสในการเรียนรู้ เติบโต และมีส่วนร่วมในสังคมแล้ว สิ่งที่เป็นไปได้จะกว้างไกลเพียงใด ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนไม่ควรเป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากนโยบายการศึกษาเท่านั้น แต่ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเหล่านั้นด้วย

ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

ระหว่างการเสวนา ดร.ไกรยส ภัทราวาท กรรมการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF) ได้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่า ยังมีเด็กและเยาวชนมากกว่า 1 ล้านคนที่อยู่นอกระบบการศึกษาในประเทศไทย

เบื้องหลังตัวเลขนี้คือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความยากจน ปัญหาครอบครัว สถานะการย้ายถิ่น ความพิการ และข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ สำหรับหลายคน ความท้าทายไม่ใช่แค่การได้เข้าเรียน แต่คือการสามารถเรียนต่อจนจบและสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสังคมอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศในอาเซียนลงทุนอย่างหนักในทุนมนุษย์และนวัตกรรม ประเทศไทยไม่สามารถปล่อยให้เด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้

ในขณะเดียวกัน ทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จก็เปลี่ยนไป การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ การปรับตัว การทำงานร่วมกัน และทักษะดิจิทัล กลายเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความรู้ทางวิชาการ

การเรียนรู้ที่ก้าวข้ามห้องเรียน

ประเด็นสำคัญที่ปรากฏชัดจากเวทีครั้งนี้ คือ การศึกษาต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนแบบเดิม

ผู้เข้าร่วมต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของทักษะชีวิต ประสบการณ์จากโลกจริง และการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยการเรียนรู้ในปัจจุบันต้องช่วยให้นักเรียนไม่เพียงสอบผ่าน แต่ยังสามารถรับมือกับความซับซ้อนของสังคมและเศรษฐกิจได้

แนวคิดนี้สอดคล้องกับการตระหนักเพิ่มขึ้นว่า การศึกษาไม่ใช่แค่ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แต่คือการช่วยให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองที่มั่นใจ มีความสามารถ และมีส่วนร่วมในสังคมอย่างสร้างสรรค์

เหตุใดเสียงของเยาวชนจึงสำคัญ

การมีส่วนร่วมที่ทรงพลังที่สุดในเวทีนี้ มาจากเยาวชนเอง

ในฐานะนักศึกษาพยาบาลจากกลุ่มเปราะบาง ปริญญาศิริ ได้นำประสบการณ์ชีวิตจริงมาแบ่งปันในเวทีที่มักเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งเรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าถึงการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสร้างโอกาสที่ครั้งหนึ่งดูเหมือนเป็นไปไม่ได้

การปรากฏตัวของเธอยังสะท้อนประเด็นที่กว้างกว่านั้น คือ เยาวชนเข้าใจความท้าทายของระบบการศึกษามากกว่าใคร เพราะพวกเขาเผชิญสิ่งเหล่านั้นในทุกวัน ในเวทีนี้ ผู้นำเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ตั้งคำถามโดยตรงต่อผู้กำหนดนโยบายว่า

  • จะสนับสนุนเยาวชนอย่างไร เมื่อพวกเขาต้องเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย?
  • ครอบครัวจะรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างไร?

คำถามเหล่านี้สะท้อนความเป็นจริงของเยาวชนจำนวนมากทั่วประเทศ และย้ำเตือนว่า นโยบายการศึกษาจะมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อได้รับฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

จากการเข้าถึง…สู่โอกาส

คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน โฆษกพรรค และผู้ผลักดันด้านการศึกษา ได้เสนอว่า การปฏิรูปต้องก้าวข้ามการถกเถียงเรื่องหลักสูตรและการสอบ ไปสู่ระบบที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และทักษะที่ใช้ได้จริง

มุมมองนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า ความสำเร็จในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการท่องจำ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเด็กจำนวนมากยังคงถูกกันออกจากการศึกษาที่มีคุณภาพ ดังนั้นก่อนที่ประเทศไทยจะเตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับอนาคต ต้องเริ่มจากการทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

ความมุ่งมั่นของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

สำหรับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย การมีส่วนร่วมของเยาวชนไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นหัวใจสำคัญของงาน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทั่วประเทศ ทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชนจากชุมชนเปราะบาง รวมถึงกลุ่มแรงงานข้ามชาติและผู้ไร้สัญชาติ เพื่อพัฒนาทักษะผู้นำ ความมั่นใจ และโอกาสในการมีส่วนร่วมต่อประเด็นที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา ผ่านเครือข่ายเยาวชน โปรแกรมพัฒนาผู้นำ และเวทีสาธารณะ โดยเยาวชนได้รับการสนับสนุนให้เป็น ‘ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง’ ไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ

การมีส่วนร่วมของปริญญาศิริและตัวแทนเยาวชนในเวทีระดับชาติครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงมุมมองและร่วมออกแบบแนวทางแก้ไข

อนาคตที่ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง

อนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นเลิศทางการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ‘ความเสมอภาคทางการศึกษา’ ควบคู่กันไป

พรสวรรค์มีอยู่ในทุกชุมชน แต่โอกาสไม่ได้มีอย่างเท่าเทียม เมื่อเด็กถูกกีดกันด้วยความยากจน ภูมิศาสตร์ สถานะทางกฎหมาย หรือเงื่อนไขทางสังคม ประเทศชาติก็สูญเสียนวัตกร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ และผู้นำในอนาคต

เส้นทางของปริญญาศิริ จากเด็กชายขอบสู่การเป็นนักศึกษาพยาบาลและผู้ร่วมเสวนาระดับชาติ แสดงให้เห็นว่า เมื่ออุปสรรคถูกยกเลิกและโอกาสถูกสร้างขึ้น สิ่งที่เป็นไปได้ย่อมเกิดขึ้นจริง

สำหรับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) สิ่งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการทำให้เด็กทุกคนได้มีชีวิตที่สมบูรณ์เต็มศักยภาพ ตามวิสัยทัศน์ของเราในการ Make Hope Real เราทำงานในทุกวันเพื่อทำให้ความหวังเกิดขึ้นจริงสำหรับเด็ก ครอบครัว และชุมชนทั่วประเทศไทย เราเชื่อว่าเด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที

เมื่อเยาวชนได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วม พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ร่วมสนทนา แต่ยังมีบทบาทในการกำหนดแนวทาง แก้ปัญหา และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เสียงของพวกเขานำมาซึ่งมุมมองที่มีคุณค่า และช่วยให้การแก้ปัญหามีความตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะที่ประเทศไทยต้องการเสริมศักยภาพการแข่งขันและเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น การลงทุนในเยาวชนต้องมากกว่าการเพิ่มการเข้าถึงการศึกษา แต่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบายและระบบที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา แนวคิดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 (SDG 4) ว่าด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งมุ่งเน้นความครอบคลุม ความเท่าเทียม และโอกาสในการเรียนรู้สำหรับทุกคน

การบรรลุเป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่การทำให้เด็กได้เข้าเรียน แต่ต้องทำให้พวกเขา ‘อยู่ต่อได้ ประสบความสำเร็จ และเติบโต’ พร้อมด้วยความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการใช้ชีวิต

เมื่อเด็กทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม เราจะเข้าใกล้ประเทศไทยที่มีความครอบคลุม มั่งคั่ง และยืดหยุ่นมากขึ้น การรับฟังเสียงของเยาวชน การลงทุนในศักยภาพของพวกเขา และการขจัดอุปสรรค คือหนทางที่จะเปลี่ยน Bold Hope ให้เป็นความจริง และสร้างอนาคตที่เด็กทุกคนสามารถเติบโตและเติมเต็มศักยภาพของตนได้อย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาสถานะบุคคล การพัฒนาเยาวชน การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กข้ามชาติ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

เมื่อ ‘การให้’ กลายเป็นพลังเปลี่ยนแปลงครอบครัวเปราะบางยากไร้

มูลนิธิศุภนิมิตฯ จัดแคมเปญ ‘เติมชีวิตด้วยการให้ แบ่งปันน้ำใจ สร้างรอยยิ้มให้ชุมชน’ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้เด็กเปราะบางยากไร้
อ่านต่อ »
0