วันยุติการเลือกปฏิบัติสากล 2569 (ZERO DISCRIMINATION DAY 2026)

เรายืนหยัดเคียงข้างกัน: เมื่อการเคารพศักดิ์ศรีกลายเป็นการปฏิบัติที่ทำได้จริง

การอบรมไม่ได้เริ่มต้นจากทฤษฎี แต่มันเริ่มต้นในพื้นที่จริง — ในพื้นที่ทำงานของพนักงานบริการ (Sex worker) และในสถานีตำรวจ ที่ซึ่งอำนาจและความเปราะบางเผชิญหน้ากันอย่างตรงไปตรงมา

ในวันยุติการเลือกปฏิบัติสากลปีนี้ ภายใต้แนวคิด “We Stand Together” มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ในฐานะหนึ่งในผู้รับทุนหลักของกองทุนโลก (Global Fund) ภายใต้โครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ RRTTPR ปี 2567-2569 กำลังเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงจริง เปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้เป็นการลงมือทำ

ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (Service Workers in Group Foundation หรือ SWING) เรามุ่งขจัดการตีตราและการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นสำหรับการควบคุมโรค ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนควรได้รับเมื่อเผชิญการละเมิดสิทธิใดๆ

จุดเด่นของมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ คือ กระบวนการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่จริงให้เหล่านักเรียนนายร้อยตำรวจและเจ้าหน้าที่ได้พบปะ พูดคุย และรับฟังพนักงานบริการโดยตรง — ไม่ใช่ผ่านการบรรยาย แต่ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่จับต้องได้

นี่ไม่ใช่การอบรมเชิงนามธรรม แต่มันคือการรับฟัง คือการทบทวนตนเอง และคือความกล้าที่จะปลดเปลื้องอคติภายในใจของเราเอง

“การเลือกปฏิบัติไม่ใช่แนวคิด แต่มันคือประสบการณ์”

คุณ สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการทำงานเคียงข้างพนักงานบริการทั่วประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

“การเลือกปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นในตำรา แต่มันเกิดขึ้นในชีวิตจริง” เธอกล่าว “มันเกิดในสถานพยาบาล ในจุดตรวจ ในสถานีตำรวจ มันเกิดในน้ำเสียง ในสายตา และในสมมติฐานที่ตัดสินก่อนจะรับฟัง”

สำหรับพนักงานบริการจำนวนมาก — ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง บุคคลข้ามเพศ บุคคลหลากหลายทางเพศ หรือประชากรข้ามชาติ — การตีตรากลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้จริง กำแพงที่ทำให้หลายคนไม่กล้าเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ไม่กล้าเชื่อมั่นในระบบ และไม่กล้าเข้าถึงการรักษาที่อาจช่วยชีวิตได้

แม้แต่การจะบอกว่ามีผู้ได้รับผลกระทบกี่คนก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะอาชีพพนักงานบริการยังไม่ถูกรับรองทางกฎหมายอย่างชัดเจน หลายคนจึงเลือกไม่เปิดเผยตัวตน ตัวเลขในพื้นที่สาธารณะมักอ้างอิงประมาณสองแสนคนทั่วประเทศ แต่เครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานภาคสนามประเมินว่า จำนวนที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นมาก และอาจเกินหนึ่งล้านคน หากนับรวมภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการและที่ซ่อนเร้น

ภายในกลุ่มประชากรนี้มีความหลากหลายที่ชัดเจน ผู้หญิงยังคงเป็นสัดส่วนหลักประมาณร้อยละ 60 ผู้ชายประมาณร้อยละ 30 และบุคคลข้ามเพศราวร้อยละ 10 รูปแบบอายุแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม พนักงานบริการชายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัย 18–22 ปี ขณะที่พนักงานบริการหญิงจำนวนมากมีอายุ 30 ปีขึ้นไป และพบแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มอายุ 50–70 ปี ส่วนพนักงานบริการข้ามเพศส่วนใหญ่อยู่ในช่วงปลายวัย 20 ถึงกลางวัย 30

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การตีตราไม่ได้กระทบเพียงภาพจำใดภาพหนึ่ง แต่มันกระทบชีวิตของคนหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ผู้หญิงวัยกลางคนที่ต้องดูแลครอบครัว และบุคคลข้ามเพศที่ต้องเผชิญอคติซ้อนทับ การตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเอชไอวี ในปัจจุบัน ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงมิติของการรักษาพยาบาล แต่จำเป็นต้องอาศัยความละเอียดอ่อนด้านสิทธิมนุษยชนและความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศเพื่อให้การดูแล การคุ้มครอง และการเข้าถึงสิทธิ เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง

ภายใต้โครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ RRTTPR ปี 2567-2569 ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนโลกและดำเนินงานโดย มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ ทั้งสององค์กรได้ทำงานสนับสนุนกันและกันตามบทบาทของตน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของประเทศ คือ ลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติให้ต่ำกว่า 10% มูลนิธิศุภนิมิตฯ สนับสนุนการพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนของบ้าน SWING รวมถึงการทำงานกับสถานประกอบการเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ เข้าใจ และเข้าถึงสิทธิของตนเอง ในขณะที่ SWING ใช้จุดแข็งด้านการทำงานกับชุมชนและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อนำเสียงสะท้อนและประสบการณ์จริงของพนักงานบริการมาใช้ในการออกแบบกิจกรรม และพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของพื้นที่ ความร่วมมือเช่นนี้ทำให้ทั้งสององค์กรสามารถเสริมพลังกันและกันและช่วยขับเคลื่อนการลดการตีตราในระดับชุมชนและระดับระบบให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะการขจัดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเดินไปด้วยกัน

หนึ่งในความเชี่ยวชาญของมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ คือการจัดกระบวนการเรียนรู้ในพื้นที่จริง ทั้งในพื้นที่ทำงานของพนักงานบริการและในสถานีตำรวจ เปิดโอกาสให้นักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับฟังเรื่องราวชีวิตจากเจ้าของประสบการณ์โดยตรง ได้ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนความเข้าใจ และได้มองเห็นว่าอคติ — แม้เป็นอคติที่ไม่รู้ตัว — สามารถกลายเป็น “อุปสรรคเชิงโครงสร้าง” ที่ขัดขวางการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและกระบวนการยุติธรรมที่ควรปลอดภัยและปราศจากความหวาดกลัวสำหรับทุกคน

เราพูดถึงสิทธิในการเข้าถึงสุขภาพ สิทธิในการรักษาความลับ และสิทธิในความปลอดภัย คุณสุรางค์กล่าว เราพูดถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศ และพลวัตของอำนาจที่ทำให้บางคนเปราะบางกว่าคนอื่น

การอบรมนี้ตั้งอยู่บนหลักแนวทางการทำงานที่อิงหลักสิทธิมนุษยชน (Human Rights-Based Approach) ที่เน้นการมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ ความไม่เลือกปฏิบัติ และการเสริมพลัง ควบคู่กับแนวทางที่ตอบสนองต่อมิติทางเพศ เพราะการเลือกปฏิบัติไม่เคยเกิดจากปัจจัยเดียว แต่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจ และบริบททางสังคม

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ พวกเขาจะเริ่มเห็นว่า การคุ้มครอง ไม่ใช่การลงโทษ คือสิ่งที่ทำให้สังคมแข็งแรงขึ้น คุณสุรางค์กล่าว

สิ่งที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ และ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการได้ร่วมกันขับเคลื่อน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กรที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน การผสานความรู้ ความเข้าใจชุมชน และกระบวนการทำงานของทั้งสองฝ่าย รวมถึงการแบ่งปันทรัพยากรและสนับสนุนกันตามบทบาท คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง

เสียงสะท้อนจากนักเรียนนายร้อยตำรวจ

นักเรียนนายร้อยตำรวจคนหนึ่งเล่าว่า ประสบการณ์ครั้งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของเขาไปจากเดิม “ผมไม่เคยยืนอยู่ในพื้นที่แบบนี้มาก่อน และไม่เคยรับรู้ถึงการถูกเลือกปฏิบัติจากบุคคลอื่น”

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของพนักงานบริการที่ไม่กล้าแม้แต่จะใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเพราะหวาดกลัวความไม่เท่าเทียมมากกว่าความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย ในฐานะที่จะจบไปเป็นนายตำรวจคนหนึ่งจึงเริ่มตระหนักได้ว่าเครื่องแบบของตนเองนั้นมีอำนาจในการใช้กฎหมายแต่ต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้องและความยุติธรรม

“ถ้าเราใช้อำนาจด้วยอคติ เราจะสร้างระยะห่าง แต่หากใช้อย่างยุติธรรม เราจะสร้างความไว้วางใจ”

เขาหยุดคิดก่อนกล่าวต่อ “ความปลอดภัยสาธารณะไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยพอที่จะขอความช่วยเหลือ”

สำหรับเขา การยืนหยัดเคียงข้างกันจึงหมายถึงการเคารพสิทธิก่อนเสมอ ไม่ใช่การตัดสินว่าใครสมควรได้รับหรือไม่จากความแตกต่างทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรืออาชีพของพวกเขา

จากการปฏิบัติสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

สำหรับมูลนิธิศุภนิมิตฯ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการนี้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมหนึ่งที่ทำแล้วจบ แต่คือส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบโดยรวม ทั้งระบบการคุ้มครองสิทธิ ระบบบริการสุขภาพ และระบบการประสานงานกับชุมชน

ในฐานะผู้รับทุนหลักของกองทุนโลก การตอบสนองต่อสถานการณ์เอชไอวีของมูลนิธิศุภนิมิตฯ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติของการรักษา แต่ครอบคลุมถึงการทลายอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการเข้าถึงบริการรวมถึงการขจัดการตีตราและการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ

เมื่อประชากรทุกกลุ่มรู้สึกว่าตนเองได้รับความเคารพ พวกเขาจะเข้าถึงบริการเร็วขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตอบสนองโดยปราศจากอคติ ความไว้วางใจจะเพิ่มขึ้น และเมื่อระบบมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรม การป้องกันก็จะยั่งยืน

การยุติเอดส์จึงต้องเริ่มจากการยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะในปฏิสัมพันธ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

เราทุกคนยืนหยัดเคียงข้างกัน

สารของวันยุติการเลือกปฏิบัติสากลไม่ใช่เพียงถ้อยคำ แต่มันคือการลงมือทำ มันเกิดขึ้นในบทสนทนาเล็ก ๆ ในพื้นที่ทำงาน เกิดขึ้นในห้องสอบสวนของสถานีตำรวจ และเกิดขึ้นในความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับอคติของตนเอง

การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากกองทุนโลก ทำให้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ สามารถขยายผลและสานต่อการทำงานนี้ เพื่อยุติเอดส์ในประเทศไทยบนพื้นฐานของศักดิ์ศรี ความเสมอภาค และความร่วมมือ

เพราะเมื่อสถาบันและชุมชนยืนหยัดเคียงข้างกันอย่างแท้จริง การเลือกปฏิบัติก็จะค่อย ๆ สูญเสียพื้นที่ของมัน และนั่นคือ ‘การเคารพศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานที่กลายเป็นการปฏิบัติที่แท้จริง’

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Child Rights Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การตีตราและเลือกปฏิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กข้ามชาติ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

27 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่แม่สรวย

จากวันแรกถึงวันนี้ โครงการแม่สรวยได้สร้างรากฐานชีวิตใหม่ให้เด็กและครอบครัว ก้าวต่อด้วยพลังชุมชนที่แข็งแกร่ง
อ่านต่อ »
0