เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ในฐานะหนึ่งใน 18 องค์กรภาคประชาสังคมภาคเหนือ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ‘เพื่อขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568’ สู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งเน้นการแปลง ‘เจตนารมณ์เชิงนโยบาย’ ให้เป็น ‘ผลลัพธ์เชิงพื้นที่’ ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้กฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่มีกรอบคุ้มครองสิทธิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมือง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านโครงสร้างกลไก 4 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกนโยบาย) สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (กลไกการมีส่วนร่วม) คณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกวิชาการ) และ คณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกเชิงพื้นที่) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการบูรณาการงานระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน
บทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในสนับสนุนการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ
มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ ‘ตัวกลางเชิงปฏิบัติการ’ ที่เชื่อมโยงกลไกระดับนโยบายสู่การดำเนินงานในพื้นที่ โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่
• การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการ
• การพัฒนาสถานะ สำหรับกลุ่มไร้รัฐไร้สัญชาติ
• การเสริมพลังชุมชนและเด็กเยาวชน
นายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตฯ และ คณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพคนไทยไร้สิทธิ ชี้ว่า การใช้กลไกของกฎหมายอย่างครบถ้วนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภาคสนาม
“กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่องานขับเคลื่อนทั้งด้านสุขภาพและสถานะบุคคลที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินงานอยู่ จึงอยากให้มีการผสานใช้กลไกและรายละเอียดของข้อกฎหมายให้เต็มประสิทธิภาพ จนส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างแท้จริง”
กรอบยุทธศาสตร์ร่วม 6 ด้าน สู่การปฏิบัติ
ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เครือข่าย 18 องค์กรได้กำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน 6 ด้าน ได้แก่
- การสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรองและผลักดันนโยบายสนับสนุนทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
- การเสริมสร้างศักยภาพและความรู้ด้านสิทธิในระดับชุมชน
- การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- การพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูลชาติพันธุ์
- การคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและยกระดับคุณภาพชีวิต
- การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต เพื่อความมั่นคงด้านที่ดินและวัฒนธรรม
เสียงจากผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตฯ: แปลง ‘สิทธิ’ สู่ ‘โอกาสเชิงโครงสร้าง’
นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ให้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่อบทบาทองค์กรว่า
“มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการคุ้มครอง แต่ยังส่งเสริม ฟื้นฟู และสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถดำรงวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนได้อย่างภาคภูมิ พร้อมมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศชาติ”
ผู้อำนวยการฯ เน้นย้ำว่า ‘การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการมีตัวตนทางสังคม’ เป็นปัจจัยตั้งต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล
ทั้งนี้ องค์กรประกาศทิศทางการดำเนินงาน 5 ด้าน เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่
- การสื่อสารสาธารณะเชิงเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อลดอคติทางสังคม และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนความเคารพในความหลากหลาย
- การทำงานเชิงนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันให้พระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
- การพัฒนาเด็กและเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต และสภาพวแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์สามารถเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
- การยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
- การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับสถานะทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม
“เราพร้อมทุ่มเททรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่าย เพื่อผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างเท่าเทียม” ผู้อำนวยการฯ กล่าวทิ้งท้าย
จาก ‘ข้อตกลง’ สู่ ‘ผลลัพธ์เชิงพื้นที่’
การลงนามครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการประกาศเจตนารมณ์ แต่เป็นการสร้างกลไกความร่วมมือเชิงระบบ ที่ตั้งเป้าเปลี่ยน ‘ภาคประชาสังคม’ ให้เป็น ‘ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง’ ในการขับเคลื่อนกฎหมายจากฐานราก
ในระยะถัดไป เครือข่ายจะติดตามการออกกฎหมายลำดับรอง ควบคู่กับการทดลองใช้กลไกในพื้นที่จริง เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สิทธิในที่ดิน การเข้าถึงบริการ และสถานะบุคคล
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ จะไม่ได้วัดจากการมีตัวบทกฎหมาย แต่จะวัดจาก ‘ผลลัพธ์เชิงคุณภาพชีวิต’ ที่ประชากรกลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงสิทธิ ดำรงอัตลักษณ์ และใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง


