จากพลังชุมชนสู่ระบบสุขภาพไทย: ยกระดับองค์กรภาคประชาสังคมสู่ความยั่งยืน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยร่วมเสริมพลังองค์กรภาคประชาสังคมและผู้นำสุขภาพชุมชน เพื่อเสริมสร้างระบบสุขภาพที่เข้าถึงทุกคน และร่วมขับเคลื่อนการยุติเอชไอวีและวัณโรคอย่างยั่งยืน

จากพลังชุมชนสู่กลไกของระบบสุขภาพ: เส้นทางการยกระดับองค์กรภาคประชาสังคมสู่ความยั่งยืน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรภาคประชาสังคม (Community-Based Organizations: CBOs) ได้พิสูจน์บทบาทและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งต่อยุทธศาสตร์การยุติปัญหาเอชไอวี/เอดส์ ของประเทศไทย องค์กรภาคประชาสังคมมีความคล่องตัวสูง สามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรหลัก (Key Populations) ที่บริการของภาครัฐอาจเข้าถึงได้ยาก และทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระดับชุมชน ที่ขาดไม่ได้สำหรับยุทธศาสตร์ยุติเอดส์และวัณโรค ปัจจุบันมีองค์กรชุมชนจำนวน 56 แห่งที่ผ่านเกณฑ์การประเมินองค์กรตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังมีองค์กรจำนวน 60 แห่งที่ได้รับการรับรองเป็นศูนย์องค์รวมภายใต้เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย (Thai Network of People Living with HIV/AIDS: TNP+) และมีหน่วยบริการชุมชนจำนวน 107 แห่งที่ได้รับการรับรองให้ให้บริการเฉพาะด้านเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ผ่านระบบการส่งต่อบริการ ด้านการพัฒนาอาสาสมัครภาคประชาสังคม มีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร RRTTPR (Reach-Recruit-Test-Treat-Prevent-Retain) หรือหลักสูตรการจัดบริการเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในชุมชน ครอบคลุมการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การเชื่อมโยงเข้าสู่บริการ การตรวจ การรักษา การป้องกัน และการติดตามให้คงอยู่ในระบบการดูแลอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลา 50 ชั่วโมง สะสมจำนวน 890 คน โดยในจำนวนนี้มี 702 คนที่ผ่านการประเมินสมรรถนะและได้รับการรับรองจากกรมควบคุมโรค นอกจากนี้ ยังมีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร RR (Reach and Recruit) ระยะเวลา 20 ชั่วโมง จำนวน 456 คน และมี 354 คนที่ผ่านการประเมินสมรรถนะตามเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างการยอมรับและการเชื่อมโยงบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็กที่มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการให้บริการชุมชน ซึ่งยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อก้าวเข้าสู่ระบบได้อย่างเต็มรูปแบบ

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย: ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

ในปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ RRTTPR ประจำปี พ.ศ. 2567-2569 สนับสนุนโดยกองทุนโลก ได้ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาผู้นำสุขภาพชุมชน ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (Service Workers in Group Foundation : SWING) ผ่านการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสุขภาพชุมชนจำนวน 150 คน เพื่อเสริมสร้างความพร้อมให้องค์กรภาคประชาสังคมก้าวสู่หน่วยบริการรับ-ส่งต่อเฉพาะด้านขององค์กรภาคประชาชนตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อให้สามารถจัดบริการด้านสุขภาพและรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนให้องค์กรได้รับการขึ้นทะเบียนมากกว่า 29 แห่งภายในปี พ.ศ. 2569

การดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหลายภาคส่วน ได้แก่ กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยและลาว (CDC Thai & Laos) โครงการ EPIC ภายใต้ องค์กร FHI 360 และมูลนิธิรักษ์ไทย เพื่อร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสุขภาพของประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางการลดลงของแหล่งทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้ คือการยกระดับองค์กรภาคประชาสังคมจากบทบาท “ผู้ดำเนินโครงการ” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของระบบสุขภาพ” ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายและสามารถมีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนองค์กรชุมชนขนาดเล็กที่มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการขึ้นทะเบียนมาตรา 3 ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพบริการด้านการเข้าถึงและเชื่อมโยงกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ (Reach and Recruit: RR) ในทุกภูมิภาค การลงทุนในการพัฒนาคนและพัฒนาองค์กรครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชากรกลุ่มเปราะบางและกลุ่มประชากรหลักเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ภาคประชาสังคมสามารถเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพปฐมภูมิไทยที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และเข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริงในระยะยาว

อาสาสมัครภาคประชาสังคม: กำลังสำคัญสู่การรับรองมาตรฐานและการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่ยั่งยืน

การพัฒนาอาสาสมัครสุขภาพทั้งคนไทยและประชากรข้ามชาติให้สามารถทำงานเชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับองค์กรภาคประชาสังคมสู่การเป็นหน่วยบริการที่ได้รับการรับรองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของกระบวนการรับรอง คือการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะตามมาตรฐานที่กำหนด อาสาสมัครจำเป็นต้องผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐาน เช่น หลักสูตร RR (Reach and Recruit) ซึ่งมุ่งเน้นการเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมาย การสร้างความไว้วางใจ และการเชื่อมโยงผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพ โดยผู้เข้ารับการอบรมจะต้องผ่านการประเมินสมรรถนะด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 จึงจะได้รับการรับรองตามเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อบุคลากรมีความพร้อมแล้ว องค์กรจะเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินตนเอง และรับการตรวจประเมินจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ก่อนยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในลำดับต่อไป กล่าวได้ว่า “คุณภาพของคน” คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพระบบ เพราะบุคลากรและอาสาสมัครที่มีศักยภาพไม่เพียงเป็นผู้เชื่อมโยงประชาชนเข้าสู่บริการสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็ง เข้าถึงได้ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงการลงทุนพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครจึงเป็นมากกว่าการฝึกอบรมรายบุคคล แต่เป็นการวางรากฐานของระบบสุขภาพปฐมภูมิในระยะยาว ที่เปิดโอกาสให้องค์กรภาคประชาสังคมก้าวจากบทบาท “ผู้ดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการ” สู่การเป็น “หุ้นส่วนสำคัญของระบบสุขภาพไทย” เช่นเดียวกับที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้พิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อคนในชุมชนได้รับการพัฒนาและสนับสนุนอย่างเหมาะสม พวกเขาสามารถเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสุขภาวะของสังคม และเป็นกำลังที่ระบบสุขภาพของประเทศขาดไม่ได้

3 พื้นที่ 1 เป้าหมาย: สร้างผู้นำสุขภาพชุมชน ขยายโอกาสสู่ระบบบริการที่เข้าถึงทุกคน

เพื่อขยายโอกาสให้องค์กรภาคประชาสังคมในทุกภูมิภาคสามารถพัฒนาศักยภาพและก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม มูลนิธิศุภนิมิตฯ และภาคีเครือข่ายได้ออกแบบการอบรมหลักสูตร RR (Reach and Recruit) จำนวน 3 รุ่น ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของประเทศ โดยผสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม และเครือข่ายสุขภาพในระดับพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพบุคลากรเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและตอบโจทย์บริบทของแต่ละภูมิภาค

ครั้งที่ 1 ณ กรุงเทพมหานคร (เดือนมกราคม พ.ศ. 2569) จัดขึ้นร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 43 คน และผ่านการประเมิน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 67.44 แม้กรุงเทพมหานครจะเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรและโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้สูง แต่ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานคุณภาพของหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะเชิงปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อให้ผู้ผ่านการอบรมมีความพร้อมในการปฏิบัติงานจริงในชุมชน

ครั้งที่ 2 ณ จังหวัดสงขลา (เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569) ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับโครงการ EPIC ขององค์กร FHI 360 มูลนิธิรักษ์ไทย เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ (TDN) และมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING)  มีผู้เข้าร่วมอบรม 60 คน และผ่านการประเมิน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 70 แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนรู้และการปรับรูปแบบการอบรมให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ครั้งที่ 3 ณ จังหวัดขอนแก่น (เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569) เป็นการอบรมที่มีขอบเขตกว้างที่สุด โดยรวบรวมผู้เข้าร่วมจาก 22 องค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายชุมชนใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุดรธานี สกลนคร ศรีสะเกษ และกรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 64 คน และผ่านการประเมิน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 78.57 สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายในระดับภูมิภาคและการเตรียมความพร้อมขององค์กรชุมชนในการก้าวสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานในอนาคต

จากการดำเนินงานทั้ง 3 พื้นที่ มีองค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรชุมชนเข้าร่วมมากกว่า 44 องค์กรจาก 31 จังหวัดทั่วประเทศ และมีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร RR รวม 115 คน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569) ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการขยายตัวของเครือข่ายผู้นำสุขภาพชุมชนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือระหว่างสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระดับเขต และภาคประชาสังคมในแต่ละภูมิภาค ที่ร่วมกันผลักดันให้องค์กรชุมชนสามารถก้าวเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างมีคุณภาพ ที่สำคัญ การอบรมครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับองค์กรที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร เช่น มูลนิธินับดาวเพื่อคนหูหนวกและสังคม ได้เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพและสามารถผ่านการประเมินตามมาตรฐานของหลักสูตรได้สำเร็จ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบสุขภาพที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยทุกคนมีโอกาสได้รับการพัฒนาและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสุขภาวะของชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน การพัฒนาอาสาสมัครและองค์กรภาคประชาสังคมไม่ได้เป็นเพียงการสร้างความรู้ แต่เป็นการสร้างกำลังคนและเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพไทยอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเข้าถึงกลไกสนับสนุนจากภาครัฐได้อย่างยั่งยืน เพื่อร่วมสร้างระบบสุขภาพที่เข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม

ทิศทางการพัฒนาต่อเนื่อง

จากบทเรียนการพัฒนาอาสาสมัครสุขภาพชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งต้องอาศัยทั้งการพัฒนาคนและการพัฒนาองค์กรควบคู่กันไป ในระยะต่อจากนี้ มีแนวทางสำคัญที่ควรเดินหน้าต่ออย่างน้อย 2 ด้าน ได้แก่

  1. ยกระดับคุณภาพการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร
    ปรับปรุงรูปแบบการอบรม เนื้อหา และวิธีการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของอาสาสมัครแต่ละกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในชุมชนและการเชื่อมโยงประชาชนเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เสริมความพร้อมขององค์กรสู่การขึ้นทะเบียนมาตรา 3
    เร่งพัฒนาระบบพี่เลี้ยงและการสนับสนุนด้านเอกสาร กระบวนการ และมาตรฐานองค์กร เพื่อช่วยให้องค์กรภาคประชาสังคมที่มีความพร้อมสามารถก้าวสู่การขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายสนับสนุนองค์กรอีก 9 แห่งให้สามารถเข้าสู่กระบวนการรับรองภายในปี พ.ศ. 2569

ความสำเร็จของความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้วัดเพียงจำนวนองค์กรที่ได้รับการรับรอง แต่หมายถึงการพิสูจน์ว่าอาสาสมัครและองค์กรชุมชนที่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบสามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพไทยได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับบทบาทของ อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงบริการสุขภาพสู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมให้สามารถเข้าถึงงบประมาณภายในประเทศได้ด้วยตนเอง ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่พึ่งพาการสนับสนุนจากแหล่งทุนภายนอกประเทศ ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกของประเทศเอง ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานด้านเอชไอวีและวัณโรคสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง แม้บริบทการสนับสนุนจากต่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ตาม

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพคน เสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และผลักดันให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในระบบสุขภาพได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะเราเชื่อว่าระบบสุขภาพที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนได้รับโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาสถานะบุคคล การพัฒนาเยาวชน การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาการศึกษา พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

EU ร่วมกับ ILO และมูลนิธิศุภนิมิตฯ ลงพื้นที่ขับเคลื่อนการจ้างงานที่เป็นธรรมสำหรับแรงงานข้ามชาติ

ความร่วมมือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชน
อ่านต่อ »

เพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและต่อต้านการค้ามนุษย์ที่เข้มแข็งกว่า

กองต่อต้านการค้ามนุษย์ พม. และมูลนิธิศุภนิมิตฯ ร่วมหารือพัฒนาความร่วมมือเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กจากความเสี่ยงการค้ามนุษย์ สร้างความเข็มแข็งที่มากกว่าในการต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย
อ่านต่อ »

โมเดลจัดการภัยพิบัติที่นำโดยคนท้องถิ่น ยกระดับชุมชนสู่ความเข้มแข็ง

ชุมชนริมทะเลลุกขึ้นจัดการภัยธรรมชาติ จนกลายเป็นต้นแบบระดับประเทศ ด้วยการสนับสนุนจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยและสภากาชาด
อ่านต่อ »
0