เมื่อ ‘ความกลัวถูกตีตรา’ กลายเป็นกำแพงกั้นผู้ป่วยวัณโรคจากการรักษา 

ลองจินตนาการว่า วันหนึ่งคุณตรวจพบว่าตัวเองป่วยเป็นวัณโรค นอกจากความกังวลเรื่องสุขภาพแล้ว สิ่งที่คุณกลัวและกังวลที่สุดคืออะไร?

ความกลัว ความวิตกกังวลที่ถาโถมเข้ามาไม่ใช่แค่ความรุนแรงของโรคแต่คือ สายตาของคนรอบข้าง คำพูดลับหลัง หรือการถูกกันออกจากวงสนทนาในที่ทำงาน คำถามน่าสนใจคือ ความกลัวเหล่านี้กำลังทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะ ‘ปิดบัง’ แทนที่จะเข้ารับการรักษาหรือไม่? และถ้าใช่ เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

นี่คือคำถามตั้งต้นที่ทำให้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ร่วมกับวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายคณะทำงานความร่วมมือวัณโรคด้านการตีตราและเลือกปฏิบัติในประเทศไทยภายใต้โครงการยุติปัญหาวัณโรคและเอดส์ด้วยชุดบริการ RRTTPR พ.ศ.2567 – 2569 ลงมือศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ภายใต้การศึกษาการประเมินร้อยละของผู้ป่วยวัณโรคที่รายงานว่ามีประสบการณ์การถูกตีตราในชุมชน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการด้านวัณโรค (TB O-9 Stigma and Discrimination in Community Settings) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Stop TB and AIDS through RRTTPR (STAR 2024-2026)

แม้ระบบบริการรักษาวัณโรคของไทยจะครอบคลุมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกยังสะท้อนภาพที่น่าห่วง โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 104,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 11,300 ราย สิ่งที่น่าสนใจคือ อุปสรรคสำคัญของผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงยาหรือสถานพยาบาล แต่อยู่ที่ ‘การตีตรา’ และความเข้าใจผิดจากคนรอบข้าง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าเปิดเผยอาการ ลังเลเข้าสู่ การรักษา หรือแม้แต่หลุดออกจากระบบไปเลย

เพื่อทำให้ปัญหาที่มองไม่เห็นนี้ ‘มองเห็นได้’ คณะวิจัยนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.มนทกานติ์ เชื่อมชิต และคณะ จึงลงพื้นที่ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคจำนวน 501 คนในรอบปีที่ผ่านมา จาก 7 พื้นที่มีภาระวัณโรคสูงภายในประเทศ เพื่อสำรวจประสบการณ์การรับรู้การตีตรา พฤติกรรมตีตราในรูปแบบต่างๆส่งผลต่อการเข้าถึงบริการและการรักษาอย่างไรบ้าง โดยครอบคลุมทั้งการตีตราภายในตนเองที่ผู้ป่วยรู้สึกอับอายหรือโทษตัวเอง การตีตราที่ผู้ป่วยรับรู้หรือคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะถูกมองในแง่ลบและการตีตราจากสังคม

ในการประชุมรับฟังผลการศึกษาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดร.ศรุต มูลสาร HRG & CSS Program Manager มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เป้าหมายของการศึกษาครั้งนี้คือการค้นหาว่าผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษามีสัดส่วนเท่าใดที่เคยเผชิญการตีตราหรือการเลือกปฏิบัติจนกระทบต่อการเข้าถึงการรักษา พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปพัฒนารายงานฉบับสมบูรณ์และกำหนดค่าอ้างอิง (Baseline) ของตัวชี้วัด TB O-9 สำหรับใช้สนับสนุนแผนปฏิบัติการวัณโรคแห่งชาติฉบับต่อไป”

ตัวเลขที่พูดแทนเสียงของผู้ป่วย จากผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 26.50 ของผู้ป่วยวัณโรคมีประสบการณ์ถูกตีตราในชุมชน ควบคู่ไปกับการเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการด้านวัณโรค เล่าให้เห็นภาพชัดเจนคือ มากกว่า 1 ใน 4 ของผู้ป่วยยังต้องแบกรับ ‘กำแพงทางสังคม’ ที่ส่งผลต่อเส้นทางการรักษาของพวกเขา

รูปแบบการตีตราที่พบมากที่สุดคือการตีตราจากสังคมและชุมชน (ร้อยละ 70.7) รองลงมาคือการตีตราที่รับรู้หรือคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า (ร้อยละ 69.7) และการตีตราภายในตนเอง (ร้อยละ 66.5) นอกจากนี้ ผู้ป่วยร้อยละ 36.1 ยังรายงานว่าเคยพบอุปสรรคอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบในการเข้าถึงบริการ โดยมีต้นตอมาจากการตีตราในชุมชน ที่ทำงาน และในครอบครัว ขณะที่ในสถานพยาบาลเอง ผู้ป่วยบางส่วนยังเคยถูกขอให้แยกพื้นที่นั่งรอ แม้จะรับการรักษามาระยะหนึ่งแล้ว สะท้อนว่าการสื่อสารเรื่องการควบคุมการติดเชื้ออย่างเหมาะสมยังเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกกีดกันซ้ำอีก

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองอาจถูกสังคมมองในแง่ลบ มีโอกาสเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสูงกว่ากลุ่มอื่นถึง 6.3 เท่า ส่วนผู้ที่มีการตีตราภายในตนเองก็มีโอกาสสูงกว่าถึง 4.2 เท่า ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันชัดเจนว่า ‘การตีตรา’ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม

จากข้อมูล สู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ผลการศึกษา TB O-9 ครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลข แต่กลายเป็นข้อมูลฐานสำคัญของประเทศไทยในการกำหนดตัวชี้วัดและพัฒนานโยบายวัณโรคในอนาคต คณะวิจัยได้เสนอแนวทางดำเนินงานไว้ 3 ระดับ ได้แก่

  • ระดับบุคคลและครอบครัว ดูแลใจควบคู่กับดูแลกาย ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยตั้งแต่วันแรกที่ได้รับการวินิจฉัย
  • ระดับสถานที่ทำงานและชุมชน สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ปลูกฝังความเข้าใจในครอบครัว ชุมชน และสถานที่ทำงาน เพื่อลดอคติและความกลัวที่ไม่มีมูล
  • ระดับบริการสาธารณสุข เสริมทักษะการสื่อสารที่เคารพศักดิ์ศรีผู้ป่วย รักษาความลับ และลดการตีตราในกระบวนการให้บริการ

ก้าวต่อไป ภาคีเครือข่ายจะนำผลการศึกษานี้ไปสนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการวัณโรคแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อผลักดันให้การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการวัณโรคของประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ใช่แค่โครงการระยะสั้นที่จบแล้วก็จบไป

พลังของความร่วมมือหลายภาคส่วนที่ผนึกกำลังกัน เพื่อสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เบื้องหลังงานวิจัยชิ้นนี้ คือความร่วมมือหลายระดับของการแสวงหาการอภิบาลระบบการป้องกัน ดูแลรักษาและติดตามผู้ป่วยให้คงอยู่ในระบบ ทั้งกรมควบคุมโรค กองวัณโรค หน่วยงานวิชาการ องค์กรภาคประชาสังคม เครือข่ายผู้เคยป่วยวัณโรค และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนมาโดยตลอด

สำหรับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ตัวเลขในรายงานฉบับนี้ไม่ใช่เพียงสถิติบนกระดาษ แต่คือเสียงสะท้อนจากประสบการณ์จริงของผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับความท้าทายในชีวิตประจำวัน และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพที่เข้าถึงง่ายขึ้น ปราศจากการเลือกปฏิบัติและสัมพันธ์กับการสร้างสรรของกลไกคุ้มครองสิทธิ

เพราะสุดท้ายแล้ว การยุติวัณโรคไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาโรคให้หายเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างสังคมที่ผู้ป่วยได้รับความเข้าใจ มีโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที และสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี ผลการศึกษา TB O-9 จึงเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนมองเห็นตลอดเส้นทางของปัญหาที่เคยถูกซ่อนไว้ เข้าใจความท้าทายที่แท้จริง และร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับโอกาสมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้ายกำกับ
Climate Change CSR Migrant SDG กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาสถานะบุคคล การพัฒนาเยาวชน การมีส่วนร่วมของเด็ก ครอบครัวสุขสันต์ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืน ความยุติธรรมในสังคม (Social Justice) ความรับผิดชอบต่อสังคม ความรุนแรงต่อเด็ก ความเชื่อและการพัฒนา งานรณรงค์เพื่อเด็ก จิตอาสา ทักษะชีวิตเยาวชน ทักษะอาชีพเยาวชน นโยบายการพัฒนาเด็ก น้ำเพื่อชีวิต บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน บริจาคทุนการศึกษา บริจาคเงิน ปกป้องคุ้มครองเด็ก ประชากรข้ามชาติ ผู้นำเยาวชน พัฒนาการศึกษา พัฒนาชุมชน ภัยพิบัติ ยุติวัณโรค/End TB ยุติเอดส์/Stop AIDS สังคมแห่งการแบ่งปัน สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก ส่งน้องจบ ป-ตรี อดีตเด็กในความอุปการะ เด็กยากไร้ เด็กไร้รัฐ เสียงเด็กและเยาวชน แรงงานข้ามชาติ/ประชากรข้ามชาติ แรงงานต่างชาติ

ข่าวอื่นๆ

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยร่วมจัดงาน ‘คุ้มครองสิทธิ พิทักษ์ประชาชน สร้างสังคมที่เท่าเทียม’

ตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยคนไทยตกหล่นจากระบบการทะเบียนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่
อ่านต่อ »
0