วันมนุษยธรรมโลก
นางสาวนันท์นภัส สนวนรัมย์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาฯ จังหวัดสระแก้ว มูลนิธิศุภนิมิตฯ และทีมงานตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินชายแดนไทย-กัมพูชา
ตลอด 13 ปีที่ฉันทำงานกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ฉันได้เรียนรู้ว่าการพัฒนาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็ก ครอบครัว หรือชุมชนเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองไปพร้อมกันด้วย
ฉันไม่ได้เริ่มต้นเส้นทางสายงานพัฒนาจากคนที่เรียนด้านสังคมศาสตร์หรือการพัฒนาชุมชนมาโดยตรง ตรงกันข้าม ฉันเรียนด้านการประกอบอาหาร และเคยทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ชีวิตในเมืองหลวงอาจสะดวกสบาย แต่วันหนึ่งฉันตัดสินใจกลับบ้าน เพราะต้องการดูแลแม่และครอบครัว
ในเวลานั้น ฉันแทบไม่รู้จักมูลนิธิศุภนิมิตฯ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าองค์กรทำงานอย่างไร และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเหมาะกับงานประเภทนี้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันเชื่อเสมอคือ หากเราพร้อมเรียนรู้ โอกาสจะพาเราไปในที่ที่ควรไป
จากเจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผล สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญงานอุปการะเด็ก และก้าวมารับบทบาทผู้จัดการโครงการพัฒนาในวันนี้ ฉันค้นพบว่าหัวใจของการทำงานเพื่อผู้คน ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือความเชี่ยวชาญ แต่อยู่ที่ความพร้อมที่จะเรียนรู้ ถ่อมตน และรับฟัง และบทเรียนนี้ชัดเจนที่สุด เมื่อฉันและทีมต้องเผชิญกับ‘วิกฤตความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา’
เมื่อผู้ให้ความช่วยเหลือก็กลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบ
เหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนครั้งนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อชุมชนที่เราทำงานด้วย แต่รวมถึงตัวเราเองด้วย
ฉันยังจำคำถามที่เกิดขึ้นในใจของตัวเองและทีมงานได้ดี “เราก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกัน เราก็ต้องอพยพเหมือนกัน แล้วเรายังต้องทำงานอยู่หรือ?”
เจ้าหน้าที่ของเราทุกคนมีบ้านอยู่ในพื้นที่ชายแดน หลายคนต้องเร่งพาครอบครัวอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง แต่ในเวลาเดียวกัน เด็กหลายพันคน ครอบครัวจำนวนมาก และผู้คนในศูนย์พักพิงชั่วคราวก็กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนเช่นเดียวกัน
นั่นเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฉันเข้าใจความหมายของคำว่า ‘มนุษยธรรม’ อย่างลึกซึ้ง
งานด้านมนุษยธรรมไม่ใช่การรอจนเรา ‘พร้อม’ แล้วค่อยช่วยเหลือคนอื่น แต่คือการเลือกยื่นมือออกไป แม้ในวันที่ตัวเราเองก็กำลังเผชิญความยากลำบากเช่นกัน
ในท่ามกลางความสับสน เราพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ยังรอคอยใครสักคนเข้าไปดูแลพวกเขา เด็กที่ต้องจากบ้าน เด็กที่หยุดเรียน เด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์พักพิงท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่แน่นอน
เมื่อได้เห็นสิ่งนั้น คำถามว่า ‘ทำไมเราต้องทำงาน’ ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคำตอบว่า ‘เพราะยังมีคนที่รอเราอยู่’
วิกฤตที่ทิ้งบาดแผลไว้มากกว่าที่มองเห็น
หลายคนอาจมองเห็นผลกระทบทางกายภาพของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการอพยพ การสูญเสียบ้านเรือน หรือการหยุดชะงักของวิถีชีวิต แต่สิ่งที่ฉันพบในพื้นที่คือบาดแผลที่มองไม่เห็น
เด็กจำนวนมากสูญเสียโอกาสทางการศึกษา บางคนต้องหยุดเรียนเป็นเวลาหลายเดือน บางคนเริ่มตามบทเรียนไม่ทันเพื่อน และมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือเรื่องสุขภาพจิต แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่เสียงข่าวลือ เสียงแจ้งเตือน หรือการเคลื่อนไหวของกำลังพลเพียงเล็กน้อย ก็สามารถกระตุ้นความหวาดกลัวในใจของเด็กและผู้ใหญ่ได้ทันที
ขณะเดียวกัน ครอบครัวจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ บางคนไม่สามารถกลับไปทำการเกษตรได้ตามปกติ บางคนสูญเสียรายได้ และบางครอบครัวต้องเผชิญภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
ฉันยังจำคำพูดของผู้ปกครองเด็กคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน
“วัวควายที่เลี้ยงไว้หลายสิบตัว ผมเอามาไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เอามาได้คือชีวิต”
ประโยคนั้นสะท้อนความจริงของวิกฤตได้ดีที่สุด เพราะเมื่อความปลอดภัยถูกคุกคาม ทุกสิ่งที่สั่งสมมาทั้งชีวิตอาจสูญหายได้ในชั่วข้ามคืน และท้ายที่สุด ไม่ว่าผลกระทบจะเกิดกับผู้ปกครอง ชุมชน หรือเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างไร ผลกระทบเหล่านั้นก็มักย้อนกลับมาสู่เด็กเสมอ
ศูนย์เพื่อนเด็ก: พื้นที่เล็ก ๆ ที่สร้างความหวังท่ามกลางวิกฤต
ท่ามกลางภาวะฉุกเฉิน สิ่งที่ทีมของเราตัดสินใจทำทันทีคือการจัดกิจกรรม ‘ศูนย์เพื่อนเด็ก’
เราอาจไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะตอบสนองทุกความต้องการ แต่เรามีความเชี่ยวชาญในการทำงานกับเด็ก และเราเชื่อว่าเด็กทุกคนควรมีพื้นที่ปลอดภัย แม้ในสถานการณ์วิกฤต
กิจกรรมของศูนย์เพื่อนเด็กอาจดูเรียบง่าย เป็นเพียงการเล่นเกม วาดภาพ พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เราเห็นเด็กกลับมายิ้มได้อีกครั้ง เราเห็นเด็กที่กำลังกังวลเรื่องบ้านกลับมาหัวเราะกับเพื่อน เราเห็นเยาวชนลุกขึ้นมาเป็นผู้นำกิจกรรมโดยที่ไม่มีใครร้องขอ และเราเห็นผู้ปกครอง ครู อาสาสมัคร รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมมือกันอย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับฉัน ศูนย์เพื่อนเด็กไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรม แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยฟื้นฟูความหวังและความรู้สึกปลอดภัยให้กลับคืนสู่ชีวิตของเด็ก
เรายังใช้พื้นที่แห่งนี้ในการส่งเสริมการคุ้มครองเด็ก ให้เด็กเรียนรู้เรื่องสิทธิ ความปลอดภัย และการดูแลตนเองในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมของตนเอง
สิ่งที่น่าประทับใจคือ เด็กไม่ได้เป็นเพียง ‘ผู้รับความช่วยเหลือ’ แต่กลายเป็น ‘ผู้มีส่วนร่วม’ ในการสร้างบรรยากาศแห่งความหวังให้กับทุกคนรอบตัว
เมื่อมนุษยธรรมเริ่มต้นจากการรับฟัง
หนึ่งในภาพความทรงจำที่ยังคงอยู่ในใจฉันจนถึงวันนี้ คือการได้พบกับตายายคู่หนึ่งในศูนย์พักพิง ทั้งสองคนอพยพออกจากพื้นที่ด้วยรถเพียงคันเดียว เมื่อเดินทางมาถึงศูนย์พักพิงกลับไม่มีแม้กระทั่งพื้นที่สำหรับพักอาศัย ต้องนอนกลางสายฝนเพื่อรอความช่วยเหลือ
วันนั้น ฉันไม่ได้มีสิ่งของมากมายจะมอบให้พวกเขา สิ่งที่ทำได้คือการนั่งลงข้าง ๆ รับฟังเรื่องราว และอยู่ตรงนั้นกับพวกเขา ระหว่างที่พูดคุย ตากับยายร้องไห้ออกมา พร้อมบอกว่ารู้สึกขอบคุณที่มีคนมารับฟัง ช่วงเวลานั้นทำให้ฉันตระหนักว่า บางครั้งการช่วยเหลือที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นการทำให้ใครสักคนรู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญวิกฤตตามลำพัง
เพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “วันนี้หนูมาแล้ว และหนูจะช่วยอย่างเต็มที่ที่สุด” กลับกลายเป็นกำลังใจที่ช่วยประคองหัวใจของใครบางคนให้เดินหน้าต่อได้
หัวใจของงานมนุษยธรรม คือการทำด้วยใจ
หากมีคนถามฉันว่า อะไรคือหัวใจสำคัญของงานมนุษยธรรม คำตอบของฉันยังคงเหมือนเดิม คือ ‘ทำมันด้วยใจ’
เพราะในสถานการณ์วิกฤต ไม่มีคู่มือเล่มใดที่ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์ได้ ไม่มีแผนใดสมบูรณ์แบบ และไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเผชิญอะไรบ้าง
แต่เมื่อเรารู้ว่ากำลังทำไปเพื่อใคร และเข้าใจว่าผลลัพธ์ของสิ่งที่เราทำจะส่งผลต่อชีวิตของผู้คนอย่างไร เราจะหาทางก้าวต่อไปได้เสมอ นั้นคือสิ่งที่ทำให้ฉันลุกจากเตียงในทุกเช้า มันไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ หรือความสำเร็จของโครงการ แต่เป็นการรู้ว่ายังมีคนที่กำลังรอเราอยู่ มีเด็กที่กำลังต้องการใครสักคนรับฟัง มีครอบครัวที่กำลังรอความหวัง และมีผู้คนที่กำลังยื่นมือออกมา แม้จะไม่มีแรงพอที่จะเอ่ยขอความช่วยเหลือ
มือสองข้างที่ส่งต่อเป็นสิบสี่มือ
เมื่อมองย้อนกลับไปในเส้นทางการทำงานตลอด 13 ปี อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันภาคภูมิใจ คือการได้เห็นทีมงานของฉันเติบโต และสามารถยื่นมือไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยตัวเอง
ฉันมีเพียงสองมือ แต่เมื่อทีมอีกเจ็ดคนลุกขึ้นมาทำงานด้วยหัวใจเดียวกัน สองมือของฉันจึงกลายเป็นสิบสี่มือที่กำลังส่งต่อความช่วยเหลือให้กับเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่ต้องการความหวัง นั่นคือความสำเร็จที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับฉัน
ในวันมนุษยธรรมโลก ฉันอยากส่งกำลังใจถึงนักมนุษยธรรมทุกคน ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ในองค์กรใด หรือพื้นที่ใดก็ตาม ขอให้เรายังคงเชื่อมั่นในคุณค่าของมนุษย์ รับฟังด้วยความเข้าใจ และยังคงยื่นมือออกไปหาผู้อื่นในวันที่พวกเขาต้องการ
เพราะบางครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตใครคนหนึ่งได้ อาจไม่ใช่ความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเป็นเพียงการที่เขาได้รับรู้ว่า “ในวันที่ยากที่สุด ยังมีใครบางคนเดินเข้ามาหา และบอกว่า วันนี้เราอยู่ตรงนี้เพื่อคุณ


