มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยยึดหลักการลงทุนกับเด็กเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก
ในทุกสังคม ผมเชื่อมั่นเสมอว่า การลงทุนกับเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องของอุดมคติหรือความรู้สึก แต่เพราะมีหลักฐานชัดเจนจากทั่วโลก ทั้งในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ที่ยืนยันตรงกันว่า การลงทุนในสุขภาพและการศึกษาของเด็กให้ผลตอบแทนระยะยาวอย่างแท้จริง เงินทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนกับเด็ก สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้อย่างน้อย 6 เท่าในช่วงชีวิตของพวกเขา
ความจริงข้อนี้ยิ่งมีความหมายมากขึ้นในวันที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว เมื่ออัตราการเกิดลดลงและหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กแต่ละคนไม่ได้เป็นเพียง “ประชากรในอนาคต” แต่คือทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้
นี่คือเหตุผลที่ผมและ World Vision International รวมถึงมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เลือกทำงานโดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางมาโดยตลอด
หลังสถานการณ์โควิด-19 โลกไม่ได้กลับไปเหมือนเดิม สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นชัดจากการทำงานในหลายประเทศคือ ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นแทบทุกแห่ง และความเหลื่อมล้ำนี้ส่งผลกระทบต่อเด็กเป็นกลุ่มแรก เด็กจำนวนมากขึ้นถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เปราะบางที่สุด” แม้ในประเทศไทย เด็กเปราะบางอาจไม่ได้หมายถึงเด็กที่ขาดความรักเสมอไป พวกเขาอาจเติบโตในครอบครัวที่อบอุ่น แต่เป็นเด็กอพยพ เด็กไร้สัญชาติ หรือเด็กที่เกิดมาในเงื่อนไขชีวิตที่โอกาสไม่เท่ากันตั้งแต่แรก สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่คือคุณภาพชีวิตของเด็กกลุ่มนี้ที่ถดถอยลง ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกันในเกือบทุกประเทศที่เราเข้าไปทำงาน
ผมยอมรับอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เป็นความสำเร็จที่ควรได้รับการชื่นชม แต่ในขณะเดียวกัน เด็กไร้สัญชาติและเด็กอพยพจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พ่อแม่ของพวกเขามักไม่สามารถเข้าถึงงานที่มั่นคงได้ เมื่อรายได้ไม่แน่นอน ผลกระทบจะตกถึงเด็กโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องโภชนาการ เด็กจำนวนมากมีภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากการขาดสารอาหาร ซึ่งเรารู้ดีว่า หากการเจริญเติบโตถูกจำกัดตั้งแต่วัยเด็ก ผลกระทบนี้จะติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต
จากประสบการณ์ของผม เด็กเปราะบางไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดโอกาส เมื่อเราลงทุนในเด็ก โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษา ผลลัพธ์ทางการเรียนรู้จะดีขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาเติบโตเป็นสมาชิกของสังคมที่มีผลิตภาพและมีบทบาทเชิงบวก ที่น่าสนใจคือ เด็กที่เปราะบางที่สุดจำนวนมากกลับมีความเป็นผู้ประกอบการสูง เพราะพวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้การเอาตัวรอดตั้งแต่อายุยังน้อย หากเราให้เครื่องมือและโอกาสที่เหมาะสม พวกเขาสามารถสร้างอาชีพ พัฒนาธุรกิจ และเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคตได้
การทำงานกับเด็กจึงต้องเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด นั่นคือการช่วยชีวิต ดูแลเด็กที่ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ให้เข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด และการรักษาพยาบาล จากนั้นจึงเสริมศักยภาพผ่านการศึกษา อุปกรณ์การเรียน และทักษะเชิงปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง ไม่นานมานี้ ผมได้พบเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย เราลงทุนกับพวกเขาเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขานำขวดน้ำและขยะพลาสติกมารีไซเคิล แปรรูปเป็นของใช้ เช่น ที่รองแก้วหรือซองใส่มือถือ พวกเขาเปลี่ยนสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นขยะ ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า นี่คือภาพที่ย้ำกับผมเสมอว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาส พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง
ในโลกที่ผู้คนเริ่มปิดตัว ไม่เปิดรับความแตกต่าง ความกลัวต่อผู้คนจากต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม กำลังเพิ่มขึ้น แต่ผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือเด็ก ผมพยายามย้ำอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเด็กจะมาจากที่ใด พวกเขาก็คือเด็ก และสมควรได้รับวัยเด็กที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเต็มไปด้วยความหวัง
ตลอดการทำงานของผม ผมพบว่าคนไทยและรัฐบาลไทยมีความเอื้อเฟื้อและเข้าใจความจำเป็นในการช่วยเหลือเด็กเป็นอย่างดี ความร่วมมือนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ และในขณะเดียวกัน บุคคลทั่วไปก็สามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะผ่านการอุปการะเด็กหรือการสนับสนุนในรูปแบบอื่น ทุกการมีส่วนร่วมล้วนมีความหมาย
สิ่งสำคัญคือ ผมเชื่อว่าการคุ้มครองเด็กไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความรับผิดชอบ ในทุกบริบทที่มีความเหลื่อมล้ำของอำนาจ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการล่วงละเมิด โดยเฉพาะในงานด้านมนุษยธรรมที่ผู้คนอยู่ในสถานะเปราะบาง เราจึงต้องมีกลไกที่ชัดเจนให้เด็กและชุมชนสามารถส่งเสียงเมื่อมีสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น เป้าหมายของผมไม่ใช่การสร้างระบบที่ซับซ้อน แต่คือการสร้างความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของทุกคน เพราะเราอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่เพื่อสร้างอันตราย
อีกหนึ่งสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากในการทำงานกับเด็ก คือ ‘โครงการอุปการะเด็ก’ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงกลไกการสนับสนุนทางการเงิน แต่เป็นความสัมพันธ์ระยะยาวที่ส่งผลต่อหัวใจและชีวิตของเด็กอย่างแท้จริง ในประเทศไทย โครงการอุปการะเด็กดำเนินไปได้ดีมาก และผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพบกับเด็กบางคนที่ได้รับการอุปการะ
สิ่งที่เด็ก ๆ บอกผม ไม่ใช่เรื่องตัวเลขหรือทรัพยากร แต่เป็นความรู้สึกง่าย ๆ ว่า ‘มีใครบางคนที่ใส่ใจพวกเขา’ การที่มีใครสักคนสื่อสารกับเขาอย่างสม่ำเสมอ เขียนจดหมายถึงเขา รับฟังเรื่องราวของเขา ให้กำลังใจ และยืนยันว่าเขายังอยู่ในใจของใครบางคน สิ่งเหล่านี้มีพลังอย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กที่เติบโตมาในโลกที่หลายครั้งพวกเขารู้สึกว่าไม่มีใครมองเห็น
แน่นอนว่า โครงการอุปการะเด็กยังช่วยสนับสนุนสิ่งจำเป็นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเข้าถึงน้ำสะอาด อาหาร การดูแลสุขภาพ และการคุ้มครองเด็ก แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความรู้สึกของการ ‘ถูกรักและถูกรับรู้’ ซึ่งเด็กจำนวนมากในโลกปัจจุบันกลับไม่เคยได้รับความรู้สึกนั้นเลย การอุปการะเด็กจึงเป็นวิธีที่เป็นรูปธรรมที่สุดวิธีหนึ่งในการบอกเด็กว่า ‘คุณมีคุณค่า และคุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง’
เมื่อผมคิดถึงเด็กที่อยู่ในพื้นที่เปราะบางอย่างค่ายผู้ลี้ภัย คำถามหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยคือ เด็กเหล่านี้รู้สึกอย่างไร คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญกับบาดแผลทางใจอย่างลึกซึ้ง พวกเขาเผชิญกับความบอบช้ำที่เด็กไม่ควรต้องแบกรับ เด็กควรจะได้วิ่งเล่น กระโดด หัวเราะ และมีความสุข แต่บาดแผลทางใจสามารถพรากความสุขเหล่านั้นไปจากวัยเด็กได้
ด้วยเหตุนี้ เราจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านจิตสังคม หรือ psychosocial support ซึ่งช่วยให้เด็กได้พูดถึงสิ่งที่พวกเขาเผชิญ ได้ระบายความรู้สึก บ่อยครั้งผ่านการเล่น ผ่านพื้นที่ที่ปลอดภัย และผ่านการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้พวกเขาค่อย ๆ ทำความเข้าใจประสบการณ์ของตนเอง และเรียนรู้วิธีปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
บางครั้ง สิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่เป็นมิตรกับเด็ก” อาจเป็นเพียงลานดินเล็ก ๆ กับลูกฟุตบอลไม่กี่ลูก หรืออุปกรณ์เล่นง่าย ๆ แต่สำหรับเด็กแล้ว พื้นที่เหล่านี้มีคุณค่าอย่างมหาศาล เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง ได้หัวเราะ เล่น และรู้สึกปลอดภัย แม้เพียงชั่วคราวก็ตาม
จากประสบการณ์และงานวิจัยที่เรามี เด็กที่ผ่านโครงการอุปการะเด็กมีแนวโน้มที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าอย่างชัดเจน พวกเขามีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มเข้าสู่อาชีพที่ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญมากกว่า และมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีคุณภาพเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราได้ช่วยพวกเขาจัดการกับบาดแผลทางใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้พวกเขาสามารถเติบโตและเบ่งบานได้อย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้มีงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด ผมอยากกล่าวขอบคุณคนไทยทุกคน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้สนับสนุน ที่ได้มีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเด็กไทย รวมถึงเด็กข้ามชาติและเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงในชีวิตของเด็กจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ผมอยากเชิญชวนให้เราทุกคนทำมากกว่านี้ เพราะความต้องการความช่วยเหลือกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่มีอยู่แล้ว และขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมเดินไปกับเรา เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็กทุกคน



