ระหว่างวันที่ 13–17 เมษายน 2026 เยาวชนกว่า 150 คนจากทั่วภูมิภาคเอเชีย‑แปซิฟิก ได้รวมตัวกันที่เมืองอันติโปโล ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค “Violence Ends with Us” เวทีที่นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการขับเคลื่อนวาระการยุติความรุนแรงต่อเด็ก โดยมีเด็กและเยาวชนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการออกแบบทั้งแนวทางเชิงนโยบายและการปฏิบัติด้วยตนเอง
การประชุมครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของโลกที่ให้ความสำคัญกับ “การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนอย่างมีความหมาย” (Meaningful Youth Participation) ในฐานะกลไกหลักของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น หากแต่เป็นการยอมรับบทบาทของเยาวชนในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตและอนาคตของพวกเขาโดยตรง
การประชุม “Violence Ends with Us” จัดขึ้นโดย Global Youth‑Led Movement และได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรด้านเด็กและมนุษยธรรม รวมถึง World Vision International ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนพื้นที่การมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และเชื่อมโยงเสียงของเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบาย ทั้งในระดับประเทศและเวทีโลก ผู้เข้าร่วมการประชุมมาจากหลากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย‑แปซิฟิก รวมถึงตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทยจำนวน 4 คน โดยในจำนวนนี้ 2 คนเป็นผู้นำเยาวชนจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย สะท้อนบทบาทขององค์กรในการพัฒนาเยาวชนจากผู้ได้รับผลกระทบ สู่การเป็นผู้มีบทบาทเชิงนโยบายในการคุ้มครองสิทธิเด็ก
แม้รัฐบาลทั่วโลกจะให้คำมั่นในการยุติความรุนแรงต่อเด็กบนเวทีนานาชาติ แต่ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย‑แปซิฟิก ทั้งในรูปแบบของการล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ การลงโทษทางร่างกาย การใช้แรงงานเด็ก และการแต่งงานก่อนวัยอันควร ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนว่าการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมองข้ามการดำเนินงานเชิงกิจกรรมรายครั้ง ไปสู่การออกแบบการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
เวที “Violence Ends with Us” จึงเป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นกระบวนการร่วมกันของเยาวชนในการออกแบบ “วาระเยาวชนระดับภูมิภาค” เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาเชิงนโยบาย การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ และการพัฒนาแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในบริบทของแต่ละประเทศ แนวคิดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs เป้าหมายที่ 16.2 ซึ่งมุ่งยุติการแสวงหาประโยชน์และความรุนแรงต่อเด็กในทุกรูปแบบ โดยเน้นการบูรณาการระหว่างนโยบาย การปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
หนึ่งในพลังสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือเสียงของเยาวชนไทยที่ลุกขึ้นมาใช้ประสบการณ์ของตนเองเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคม
“หนูอยากเห็นโลกที่เด็กทุกคนสามารถเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวความรุนแรง ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือในสังคม โลกเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทุกคนเลือกที่จะรับฟัง ให้ความเคารพ และร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยและได้รับความไว้วางใจ จนกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ และเสียงของพวกเขาได้รับการเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตและพัฒนาได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย เลี้ยงดูลูกด้วยความรัก ไม่ใช่ความรุนแรง” อุ้ม ศศิกานต์ วัย19 ปี ผู้นำเยาวชนศุภนิมิต ตัวแทนจากประเทศไทย
ขณะที่ มิ่ง เยาวชนอีกคนจากประเทศไทย สะท้อนถึงความสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เป็นตัวแทนของกันและกัน
“ผมอยากเห็นเด็ก ๆ กล้าที่จะลุกขึ้นเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเองได้ เยาวชนจำนวนมากไม่มีโอกาส ดังนั้นเมื่อผมได้รับโอกาสผมจึงเลือกคว้ามันไว้ ไม่ใช่เพื่อตัวเองเพียงคนเดียว แต่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นด้วย
ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากคนธรรมดาที่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และกล้ายืนหยัดเพื่อสร้างความแตกต่าง เพราะเราไม่ใช่แค่อนาคตของสังคม แต่เราเป็นพลังของปัจจุบัน ที่สามารถร่วมมือกันปกป้องและร่วมกันกำหนดอนาคตที่ดีกว่าได้” มิ่ง ศาศวัต วัย 18 ปี ผู้นำเยาวชนศุภนิมิต ตัวแทนจากประเทศไทย
ผลลัพธ์จากเวทีนี้จะถูกนำไปต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม สู่การพัฒนา วาระเยาวชนระดับภูมิภาคเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก การจัดทำ รายงานเยาวชนอาเซียน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดนโยบาย และการพัฒนา นวัตกรรมจากกิจกรรมแฮกกาธอนระดับภูมิภาค ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันสู่การลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริง ผลลัพธ์ทั้งหมดจะถูกนำไปถอดบทเรียนและนำเสนอในเวทีโลกด้านการยุติความรุนแรงต่อเด็กในช่วงปลายปี 2026
World Vision International ยังคงมุ่งมั่นในการทำงานด้านการคุ้มครองเด็กบนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนอย่างมีความหมาย พร้อมทั้งยืนยันบทบาทในการ “เปลี่ยนบทบาทของเด็กจากผู้ได้รับผลกระทบ สู่ผู้กำหนดอนาคตของตนเอง” เพราะการยุติความรุนแรงต่อเด็กจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อเสียงของเด็กไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรับฟัง แต่เป็นพลังที่ถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัย เป็นธรรม และยั่งยืนสำหรับเด็กทุกคน


