“มาลาเรียไม่รู้จักพรมแดน” บทบาทของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ชายแดน จังหวัดตาก

โครงการกำจัดเชื้อมาลาเรียในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 2567 – 2569 : Regional Artemissinin-resistance Innitiative 4 Elimination (RAI4E) and the Reginal Integrated Health Response and RSSH Package (IHRRP) 2024 - 2026

ในโลกที่การเดินทางและการเคลื่อนย้ายของประชากรเกิดขึ้นอย่างไร้พรมแดน โรคติดต่อก็เช่นเดียวกัน ‘โรคมาลาเรีย’ ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญด้านสาธารณสุขของโลก และเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความซับซ้อนทั้งด้านภูมิประเทศ เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

ประเทศไทยประกาศเป้าหมายชัดเจนในการกำจัดโรคมาลาเรียให้หมดไปภายในปี พ.ศ. 2569 แต่ในความเป็นจริง พรมแดนฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดตาก ยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง จากสถานการณ์โรคในประเทศเพื่อนบ้าน และการเคลื่อนย้ายแรงงานและประชากรข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศเพื่อนบ้านของเรา โดยเฉพาะฝั่งเมียนมา ยังมีผู้ป่วยจำนวนมาก และเมื่อมีการเคลื่อนย้ายประชากรไปมา ปัญหานี้จึงเป็นสิ่งที่เรายังไม่สามารถควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”  คุณณัฐชนน รัตนโมกิต หรือ ‘ซอ’ ผู้จัดการโครงการระดับจังหวัด โครงการกำจัดเชื้อมาลาเรียในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 2567 – 2568 หรือ GF‑RAI4E’ จังหวัดตาก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

ถ้อยคำสะท้อนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อเท็จจริงเชิงระบาดวิทยา หากแต่เป็นโจทย์ระดับประเทศ ว่าเราจะจัดการกับโรคที่ ‘ไม่ยอมอยู่ในกรอบแผนที่’ ได้อย่างไร

มาลาเรีย: เรื่องเล่าจากชายแดนที่ยังไม่อาจมองข้าม

เมื่อพูดถึง ‘โรคมาลาเรีย’ สำหรับหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงโรคเขตร้อนโรคหนึ่ง ที่กำลังเลือนหายไปตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ แต่สำหรับผมและสำหรับทีมงานที่ทำงานอยู่ตามแนวชายแดน มาลาเรียไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัวเลย

ผมทำงานด้านมาลาเรียในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา โดยเฉพาะจังหวัดตากมาหลายปี สิ่งที่ผมเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือความจริงข้อหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ มาลาเรียไม่รู้จักพรมแดน

ประเทศเพื่อนบ้านของเรา โดยเฉพาะฝั่งเมียนมา ยังมีผู้ป่วยมาลาเรียจำนวนมาก ยิ่งเมื่อมีการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามแดน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านแรงงาน เศรษฐกิจ หรือสถานการณ์ความไม่สงบ เชื้อโรคก็เคลื่อนย้ายตามมาด้วย ทำให้ปัญหานี้ยังไม่อาจควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ประเทศไทยจะมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งก็ตาม

โรคเดียว หลายชื่อ หลายชีวิต

ก่อนจะลงลึกเรื่องการทำงาน ผมอยากชวนทุกคนทำความเข้าใจ “มาลาเรีย” ผ่านมุมมองของชุมชน

ในพื้นที่ต่าง ๆ เราเรียกโรคนี้ไม่เหมือนกัน บางคนเรียกว่า ไข้จับสั่น เพราะผู้ป่วยจะมีอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง บางพื้นที่เรียกว่า ไข้ป่า หรือ ไข้ดง เพราะมักเกิดกับคนที่เข้าไปหาของป่าหรือทำงานในป่า บางแห่งเรียกว่า ไข้ร้อนเย็น จากอาการหนาวสลับร้อน หรือ ไข้ดอกสัก เพราะพบผู้ป่วยมากในช่วงที่ดอกสักบาน

แม้ชื่อจะต่างกัน แต่สุดท้ายแล้ว ทุกชื่อหมายถึงโรคเดียวกัน คือโรคที่มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ และหากไม่ได้รับการตรวจเลือดและรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หรือแม้แต่การเสียชีวิตได้

จังหวัดตาก: พื้นที่ยุทธศาสตร์ของความท้าทาย

จังหวัดตากเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผมเห็นชัดที่สุดว่า การกำจัดมาลาเรียไม่ใช่เรื่องของสาธารณสุขอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของแรงงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงของมนุษย์

แนวชายแดนจังหวัดตากมีท่าข้ามธรรมชาติกว่า 30 จุด ทุกวันมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านข้ามมาทำงานในไร่ ในสวน ในโรงงาน และในครัวเรือนของคนไทย แรงงานเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอยู่ในสภาพเปราะบาง เข้าถึงบริการสุขภาพได้ยาก และบางคนไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะไม่มีเอกสารทางทะเบียน

ในปีที่ผ่านมา จังหวัดตากพบผู้ป่วยมาลาเรียจำนวนมาก โดยกว่าครึ่งเป็นเชื้อที่มีประวัติเชื่อมโยงกับการเดินทางข้ามแดน กลุ่มผู้ป่วยหลักคือแรงงานรับจ้าง เด็กนักเรียน และเกษตรกร นี่คือความจริงที่ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า หากเราจะกำจัดมาลาเรียให้ได้จริง เราต้องทำงาน ‘เชิงรุก’ และ ‘ไปให้ถึงคนที่ระบบเข้าไม่ถึง’

GF-RAI4E: งานที่ผมภูมิใจที่สุด

ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนโลก ‘Global Fund’ โครงการ GF-RAI4E จังหวัดตาก ที่ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ในการดำเนินงานด้านการกำจัดเชื้อมาลาเรีย เป็นตัวอย่างของการดำเนินงานเชิงปฏิบัติที่ผมได้เห็นถึงผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมจากการทำงานในพื้นที่จริง

เราไม่ได้รอให้คนป่วยเดินมาหาเรา แต่เราเดินเข้าไปหาเขา เราเข้าไปในหมู่บ้านชายแดน เข้าไปในเรือกสวนไร่นา แคมป์แรงงาน และโรงเรียนที่มีเด็กพักประจำ

ในช่วงระยเวลาดำเนินโครงการฯ 2 ปีทีผ่านมา (2025-2026) เราให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย แก่ประชาชนไปแล้วกว่า 45,000 คน แจกมุ้งชุบน้ำยากว่า 43,000 หลัง ครอบคลุมแรงงานข้ามชาติและกลุ่มเปราะบาง เรายังได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ในการดำเนินการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงกว่า 36,000 คน การติดตามการรับประทานยาของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องกว่า 1,400 คน ลดความเสี่ยงเชื้อดื้อยาและการกลับเป็นซ้ำ และการตั้งจุดบริการชายแดน (Malaria Post) 5 จุด เพื่อให้แรงงานไร้เอกสารเข้าถึงการตรวจและรักษาได้อย่างปลอดภัย

จากประสบการณ์ ที่ผมรับบทบาทที่สำคัญนี้ ผมได้เห็นผู้ป่วยที่เคยไม่กล้าเข้าระบบ กลับกล้ามาตรวจเลือด ได้เห็นเด็กนักเรียนเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจากยุง และได้เห็นแรงงานข้ามชาติได้รับมุ้ง ได้ความรู้ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าพวกเขา ‘ไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’

มากไปกว่านั้น โครงการฯ ยังทำงานเชิงรุกในโรงเรียนชายแดน ดูแลกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยอันดับต้นของประเทศ พร้อมทั้งช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ลี้ภัยจากสถานการณ์ความไม่สงบในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน นี่ไม่ใช่เพียง ‘โครงการสุขภาพ’ แต่คือ การลงทุนเพื่อความมั่นคงของมนุษย์

เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า

วันนี้ หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากย้ำเสมอ นั่นคือ มาลาเรียอาจไม่รู้จักพรมแดน แต่ความร่วมมือของมนุษย์สามารถหยุดมันได้

ผมภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานนี้ และยังคงเชื่อมั่นว่า ด้วยพลังของภาคีเครือข่าย และความมุ่งมั่นร่วมกัน เราจะเข้าใกล้วันที่ประเทศไทยปลอดมาลาเรียได้จริง และผมก็จะยังเดินหน้าทำงานนี้ต่อไป ตราบเท่าที่ยังมีใครสักคนอยู่หลังป่า หลังเขา หรือหลังพรมแดน ที่ยังต้องการโอกาสในการมีสุขภาพที่ดี

โครงการ GF-RAI4E มูลนิธิศุภนิมิตฯ แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า เมื่อเราร่วมมือกัน ‘เดินเข้าไปหาปัญหา’ แม้อยู่ในพื้นที่ชายแดนที่เข้าถึงยากและมีความซับซ้อนสูง การดำเนินงานเชิงเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังโรค การคัดกรองเชิงรุก การติดตามการรักษา การแจกมุ้งชุบน้ำยา การให้สุขศึกษา และการทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐและภาคีในพื้นที่ สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน และขยับเข้าใกล้เป้าหมายการกำจัดมาลาเรียได้จริง

มาลาเรียอาจไม่รู้จักพรมแดน แต่บทเรียนจากการทำงานด้านสุขภาพของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ย้ำให้ผมเห็นว่า ความร่วมมือที่แท้จริง การทำงานอย่างมีระบบ และการยืนหยัดเคียงข้างกลุ่มเปราะบาง คือพลังสำคัญที่ ‘สามารถหยุดมันได้’ และนำพาเราไปสู่การพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง

0